ค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนหรือญาติ แล้วลูกหนี้ไม่จ่ายจนถูกฟ้อง ต้องรับผิดเท่าไร เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวภายใน 60 วันหรือไม่ พร้อมวิธีต่อสู้คดี

ถูกฟ้องเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ เพื่อนไม่จ่ายเงิน เจ้าหนี้ฟ้องเรา ต้องทำอย่างไร?

การเซ็นชื่อค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อน ญาติ พี่น้อง หรือคนรู้จัก เป็นเรื่องที่หลายคนตัดสินใจทำเพราะความไว้วางใจ

 

บางคนค้ำประกันเงินกู้ซื้อรถยนต์ให้ลูก บางคนค้ำประกันสินเชื่อให้พี่น้อง บางคนเซ็นเอกสารให้เพื่อนร่วมงานเพราะคิดว่าเป็นเพียงการช่วยให้ผ่านการอนุมัติสินเชื่อเท่านั้น

 

เวลาผ่านไปหลายปี ผู้ค้ำประกันอาจลืมไปแล้วว่าตนเคยลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว

 

จนกระทั่งวันหนึ่งมีหนังสือจากธนาคาร บริษัทสินเชื่อ หรือสำนักงานทนายความแจ้งว่า ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้และเจ้าหนี้ต้องการเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระเงินแทน

 

บางคนได้รับหมายศาลโดยไม่เคยทราบมาก่อนว่าลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้

 

จากเงินกู้ที่ตนเองไม่ได้ใช้แม้แต่บาทเดียว กลับกลายเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้เรียกร้องให้ชำระหลายแสนหรือหลายล้านบาท

 

คำถามที่ผู้ค้ำประกันมักถามคือ เราไม่ได้เป็นคนยืมเงิน ไม่ได้รับเงินมาใช้ และไม่ได้ประโยชน์จากเงินกู้ ทำไมต้องรับผิดแทนลูกหนี้ด้วย?

 

คำตอบอยู่ที่สัญญาค้ำประกันและบทบัญญัติของกฎหมาย แต่การถูกฟ้องในฐานะผู้ค้ำประกันไม่ได้หมายความว่าผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดตามยอดเงินทั้งหมดที่เจ้าหนี้เรียกร้องเสมอไป

 

ผู้ค้ำประกันอาจมีข้อต่อสู้เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญา จำนวนเงินที่ต้องรับผิด การบอกกล่าวเมื่อผิดนัด และเหตุที่ทำให้ความรับผิดลดลงหรือระงับไป

 

บทความนี้จะอธิบายสิ่งที่ผู้ค้ำประกันควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจชำระหนี้ เจรจา หรือว่าจ้างทนายความต่อสู้คดี

1. ผู้ค้ำประกันคือใคร และทำไมเจ้าหนี้จึงฟ้องได้?

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วางหลักเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันว่า เป็นสัญญาที่บุคคลภายนอกผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ว่าจะชำระหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น

 

กล่าวอย่างเข้าใจง่าย ผู้ค้ำประกันคือบุคคลที่ตกลงกับเจ้าหนี้ว่าจะรับผิดชำระหนี้ตามขอบเขตการค้ำประกัน หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้

 

สมมติว่านาย ก. กู้เงินจากธนาคาร 800,000 บาท โดยมีนาย ข. เป็นผู้ค้ำประกัน

 

ต่อมานาย ก. ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญา ธนาคารอาจมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันรับผิดตามเงื่อนไขที่กฎหมายและสัญญากำหนด

 

แม้นาย ข. จะไม่ได้รับเงินกู้มาใช้เอง แต่การลงลายมือชื่อค้ำประกันอาจก่อให้เกิดความผูกพันทางกฎหมายได้

 

อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดว่าสัญญาค้ำประกันที่จะฟ้องร้องบังคับคดีได้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ

 

ดังนั้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับลายมือชื่อ เอกสารที่ลงนาม หรือขอบเขตสัญญา ควรตรวจสอบหลักฐานดังกล่าวอย่างละเอียด

 

การถูกระบุชื่อเป็นผู้ค้ำประกันในเอกสารของเจ้าหนี้ ไม่ได้ทำให้ทุกข้อเรียกร้องของเจ้าหนี้ถูกต้องโดยอัตโนมัติ

 

ต้องพิจารณาทั้งตัวสัญญา หนี้ที่ค้ำประกัน และกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญานั้นด้วย LawNode

2. ค้ำประกันให้เพื่อนแล้วเพื่อนไม่จ่าย เราต้องรับผิดทั้งหมดหรือไม่?

คำตอบขึ้นอยู่กับขอบเขตและความสมบูรณ์ของสัญญาค้ำประกัน รวมถึงจำนวนหนี้ที่ลูกหนี้ยังค้างชำระจริง

 

ผู้ค้ำประกันบางคนเข้าใจว่าหากเซ็นค้ำประกันเงินกู้จำนวน 500,000 บาท จะต้องรับผิดเพียง 500,000 บาทเท่านั้น

 

แต่ในความเป็นจริงต้องตรวจสอบเงื่อนไขเกี่ยวกับเงินต้น ดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และค่าใช้จ่ายที่กฎหมายอนุญาตให้เรียกร้องได้

 

ขณะเดียวกัน หากเจ้าหนี้เรียกร้องเงินสูงกว่าขอบเขตการค้ำประกัน หรือเรียกร้องดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายที่ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ผู้ค้ำประกันอาจมีสิทธิโต้แย้งจำนวนเงินดังกล่าว

 

ตัวอย่างเช่น ผู้ค้ำประกันลงนามค้ำประกันเงินกู้รายหนึ่ง แต่ภายหลังลูกหนี้ไปทำธุรกรรมกู้ยืมอีกสัญญาหนึ่ง

 

การที่ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดในหนี้อีกสัญญาหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าสัญญาค้ำประกันครอบคลุมหนี้นั้นหรือไม่ และข้อตกลงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่

 

มาตรา 681 ยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการค้ำประกันหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไข โดยกำหนดรายละเอียดบางประการที่ต้องระบุในสัญญา

 

ผู้ค้ำประกันจึงควรให้ทนายตรวจสอบสัญญาฉบับจริงและเอกสารประกอบ ไม่ควรพิจารณาเฉพาะหนังสือทวงถามหรือยอดหนี้ที่เจ้าหนี้แจ้งมาเท่านั้น

3. เจ้าหนี้ต้องแจ้งผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันจริงหรือไม่?

นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของคดีค้ำประกัน

 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 กำหนดว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด

 

กฎหมายยังวางหลักว่าเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันไม่ได้

 

หากเจ้าหนี้ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนด 60 วัน ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ เฉพาะส่วนที่เกิดขึ้นหลังพ้นกำหนดดังกล่าว ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

 

แต่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า การไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวภายใน 60 วัน ไม่ได้ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในเงินต้นทั้งหมดโดยอัตโนมัติ

 

ตัวอย่างเช่น ลูกหนี้ผิดนัดวันที่ 1 มกราคม เจ้าหนี้ไม่ได้ส่งหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนด และต่อมาจึงเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้

 

ในกรณีนี้ต้องตรวจสอบวันผิดนัด วันที่ส่งหนังสือบอกกล่าว และวันที่หนังสือไปถึงผู้ค้ำประกัน รวมถึงคำนวณดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วง

 

หากผู้ค้ำประกันไม่ตรวจสอบเรื่องนี้ อาจยอมชำระเงินในส่วนที่ตนมีสิทธิโต้แย้งได้

 

ทั้งนี้ ต้องตรวจสอบด้วยว่าสัญญาค้ำประกันทำขึ้นเมื่อใด เพราะบทกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมและบทเฉพาะกาลอาจมีผลต่อสิทธิและความรับผิดในแต่ละสัญญา LawNode

4. หนังสือทวงถามกับหมายศาลแตกต่างกันอย่างไร?

ผู้ค้ำประกันจำนวนมากไม่ทราบความแตกต่างระหว่างหนังสือทวงถามจากเจ้าหนี้กับหมายศาล

 

หนังสือทวงถามคือเอกสารที่เจ้าหนี้หรือผู้รับมอบอำนาจส่งมาเพื่อแจ้งให้ชำระหนี้หรือดำเนินการบางอย่าง

 

ส่วนหมายศาลเป็นเอกสารที่ออกในกระบวนการของศาล มีรายละเอียดเกี่ยวกับคดีและการดำเนินการที่ผู้รับหมายต้องปฏิบัติ

 

การได้รับหนังสือทวงถามไม่ได้หมายความว่าศาลพิพากษาให้คุณต้องชำระหนี้แล้ว

 

ในทางกลับกัน หากได้รับหมายศาลแล้ว การละเลยไม่ดำเนินการตามขั้นตอนและกำหนดเวลาอาจทำให้เสียสิทธิในการต่อสู้คดี

 

สิ่งที่ควรตรวจสอบเมื่อได้รับหมายศาลคือ ชื่อศาล หมายเลขคดี ชื่อโจทก์ ชื่อจำเลย จำนวนเงินที่เรียกร้อง และกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในเอกสาร

 

ควรตรวจสอบด้วยว่าเจ้าหนี้ฟ้องคุณในฐานะผู้ค้ำประกันเพียงอย่างเดียว หรือกล่าวอ้างว่าคุณเป็นลูกหนี้ร่วมด้วย

 

สถานะดังกล่าวอาจมีผลต่อแนวทางต่อสู้คดี

 

หากไม่เข้าใจว่าต้องดำเนินการภายในวันใด ควรนำหมายศาลไปปรึกษาทนายทันที ไม่ควรรอจนถึงวันนัดโดยไม่ได้เตรียมคำให้การหรือเอกสารที่จำเป็น

5. สัญญาระบุว่าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดเหมือนลูกหนี้ร่วม ใช้บังคับได้หรือไม่?

หลายคนเคยลงนามในสัญญาที่มีข้อความทำนองว่า ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม

 

แต่กฎหมายค้ำประกันที่แก้ไขเพิ่มเติมได้กำหนดหลักคุ้มครองผู้ค้ำประกันมากขึ้น

 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 วางหลักว่าข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ โดยมีข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับผู้ค้ำประกันบางประเภทที่เป็นนิติบุคคล

 

สำหรับผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดา ข้อความในสัญญาที่พยายามให้รับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมจึงเป็นประเด็นที่ควรตรวจสอบอย่างจริงจัง

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าทุกข้อความที่มีคำว่าลูกหนี้ร่วมจะเป็นโมฆะทันทีโดยไม่อ่านบริบทของสัญญา

 

ต้องพิจารณาลักษณะของข้อตกลง สถานะที่แท้จริงของผู้ลงนาม วันที่ทำสัญญา และกฎหมายที่ใช้บังคับ

 

การมีทนายตรวจสอบเอกสารจึงสำคัญ โดยเฉพาะคดีที่เจ้าหนี้เรียกเงินจำนวนมากหรือฟ้องผู้ค้ำประกันหลายคนพร้อมกัน

6. ถ้าลูกหนี้ยังมีบ้าน รถยนต์ หรือทรัพย์สิน เจ้าหนี้ต้องไปเรียกจากลูกหนี้ก่อนหรือไม่?

ผู้ค้ำประกันบางคนทราบว่าลูกหนี้ยังมีทรัพย์สิน แต่เจ้าหนี้กลับเรียกให้ตนชำระหนี้แทน

 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688 กำหนดสิทธิของผู้ค้ำประกันในการขอให้เจ้าหนี้เรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อน โดยมีข้อยกเว้นตามที่กฎหมายบัญญัติ

 

มาตรา 689 ยังเกี่ยวข้องกับกรณีที่ผู้ค้ำประกันสามารถพิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้มีทางชำระหนี้ และการบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ไม่เป็นการยาก

 

แต่การมีทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดทันที

 

ผู้ค้ำประกันอาจต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงถึงทรัพย์สินและความสามารถชำระหนี้ของลูกหนี้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

 

ตัวอย่างเช่น หากลูกหนี้มีที่ดิน ผู้ค้ำประกันควรตรวจสอบว่าที่ดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้จริงหรือไม่ มีภาระจำนองหรือถูกบังคับคดีอยู่แล้วหรือไม่ และมีข้อเท็จจริงใดที่เกี่ยวข้องกับการบังคับชำระหนี้

 

การกล่าวเพียงว่าลูกหนี้มีบ้านหลังใหญ่หรือมีรถยนต์ราคาแพงอาจไม่เพียงพอ

 

จึงควรให้ทนายประเมินพยานหลักฐานก่อนยกข้อต่อสู้ดังกล่าวต่อเจ้าหนี้หรือศาล

7. หากเจ้าหนี้ให้ลูกหนี้ขยายเวลาชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันยังต้องรับผิดหรือไม่?

อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้ค้ำประกันควรตรวจสอบคือการผ่อนเวลาชำระหนี้

 

มาตรา 700 กำหนดหลักเกี่ยวกับการที่เจ้าหนี้ตกลงผ่อนเวลาชำระหนี้ให้ลูกหนี้ในกรณีหนี้มีกำหนดชำระแน่นอน ซึ่งอาจมีผลให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดหากไม่ได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้น

 

แต่การผ่อนเวลาตามกฎหมายไม่ได้หมายถึงทุกกรณีที่เจ้าหนี้ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยยังไม่ฟ้องร้อง

 

ต้องตรวจสอบว่ามีข้อตกลงผ่อนเวลาที่มีผลทางกฎหมายจริงหรือไม่

 

หากลูกหนี้เคยทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ขยายเวลาผ่อนชำระ หรือทำข้อตกลงใหม่กับเจ้าหนี้ ผู้ค้ำประกันควรรวบรวมเอกสารเหล่านั้นให้ทนายตรวจสอบ

 

บางกรณีข้อตกลงอาจมีผลต่อความรับผิดของผู้ค้ำประกัน แต่บางกรณีอาจไม่ทำให้ความรับผิดระงับไป

 

จึงไม่ควรอ้างเรื่องเจ้าหนี้ผ่อนเวลาโดยไม่ได้ตรวจสอบลักษณะของข้อตกลงอย่างครบถ้วน

8. ถูกฟ้องค้ำประกันหนี้รถยนต์ ต้องตรวจสอบอะไร?

การค้ำประกันสัญญาเช่าซื้อรถยนต์มีรายละเอียดที่ควรตรวจสอบมากกว่าการคำนวณยอดค่างวดค้างชำระ

 

หากผู้เช่าซื้อผิดนัดและมีการนำรถยนต์กลับคืน ต้องตรวจสอบด้วยว่ารถยนต์ถูกนำกลับคืนอย่างไร มีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีใด และมีการนำเงินที่ได้รับไปหักหนี้อย่างไร

 

ผู้ค้ำประกันควรขอข้อมูลเกี่ยวกับราคาขายรถยนต์ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง และยอดหนี้คงเหลือที่เจ้าหนี้เรียกร้อง

 

ต้องตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อ กฎหมายเฉพาะ และข้อกำหนดที่ใช้บังคับกับสัญญานั้นด้วย

 

ไม่ควรยอมรับยอดหนี้จากใบแจ้งหนี้เพียงฉบับเดียวโดยไม่ตรวจสอบรายละเอียด

 

หากเจ้าหนี้เรียกร้องเงินจำนวนสูง ควรให้ทนายพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายและจำนวนเงินที่เรียกร้องมีฐานตามสัญญาและกฎหมายเพียงใด

9. เจ้าหนี้โทรศัพท์ทวงหนี้ผู้ค้ำประกันทุกวัน ควรทำอย่างไร?

การได้รับโทรศัพท์ติดตามหนี้อาจทำให้ผู้ค้ำประกันรู้สึกกดดัน โดยเฉพาะเมื่อผู้ติดตามหนี้ขู่ว่าจะมายึดทรัพย์หรือดำเนินคดีทันที

 

หากได้รับการติดต่อ ควรสอบถามชื่อผู้ติดต่อ หน่วยงานที่สังกัด เจ้าหนี้ที่ได้รับมอบหมาย และรายละเอียดหนี้ที่เรียกร้อง

 

ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวที่ไม่จำเป็นให้บุคคลซึ่งยังไม่ได้ยืนยันตัวตน

 

ควรเก็บหลักฐานการติดต่อ เช่น วันเวลา ข้อความ หนังสือทวงถาม และรายละเอียดที่ผู้ติดตามหนี้แจ้งไว้

 

หากมีการใช้วิธีทวงถามที่อาจขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้ ควรปรึกษาทนายเพื่อพิจารณาสิทธิและช่องทางดำเนินการที่เหมาะสม

 

ในขณะเดียวกัน การที่ผู้ติดตามหนี้ใช้วิธีไม่เหมาะสมไม่ได้หมายความว่าหนี้ตามสัญญาจะระงับไปโดยอัตโนมัติ

 

จึงควรแยกการตรวจสอบความถูกต้องของหนี้ออกจากการตรวจสอบพฤติกรรมการทวงถามหนี้

10. หากไม่ได้เซ็นสัญญาค้ำประกัน แต่มีชื่ออยู่ในเอกสาร ต้องทำอย่างไร?

บางกรณีผู้ถูกฟ้องยืนยันว่าตนไม่เคยลงลายมือชื่อค้ำประกัน

 

บางคนเคยให้สำเนาบัตรประชาชนแก่เพื่อนหรือญาติ แต่ไม่เคยตกลงรับผิดชำระหนี้

 

หากเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับลายมือชื่อหรือเอกสาร ไม่ควรรีบยอมรับว่าตนเป็นผู้ค้ำประกันเพียงเพราะมีชื่ออยู่ในสัญญา

 

ควรตรวจสอบต้นฉบับเอกสาร ลักษณะการลงนาม และพฤติการณ์การทำสัญญา

 

หากมีเหตุสงสัยว่าเอกสารถูกปลอมแปลง ควรเก็บหลักฐานและปรึกษาทนายเกี่ยวกับการดำเนินการทางกฎหมาย

 

การพิสูจน์ลายมือชื่ออาจจำเป็นต้องอาศัยพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามความเหมาะสมของคดี

 

ไม่ควรแก้ไขเอกสารหรือสร้างหลักฐานขึ้นภายหลังเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตนเอง

11. ถูกฟ้องแล้วควรเจรจากับเจ้าหนี้หรือสู้คดีในศาล?

การเจรจาและการต่อสู้คดีไม่ใช่ทางเลือกที่ขัดกันเสมอไป

 

บางคดีผู้ค้ำประกันอาจมีความรับผิดตามสัญญาจริง แต่ยังสามารถเจรจาเรื่องจำนวนเงินหรือวิธีชำระหนี้ได้

 

บางคดีมีข้อโต้แย้งสำคัญเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญาหรือจำนวนเงินที่เรียกร้อง จึงควรเตรียมข้อต่อสู้ทางกฎหมายพร้อมกับประเมินโอกาสเจรจา

 

ก่อนเจรจาควรตรวจสอบยอดหนี้และเอกสารทั้งหมดให้ครบถ้วน

 

หากตกลงผ่อนชำระ ควรพิจารณาว่าจำนวนเงินแต่ละงวดเหมาะสมกับรายได้และภาระจำเป็นหรือไม่

 

ไม่ควรทำข้อตกลงเพียงเพราะต้องการให้เรื่องยุติเร็วที่สุด โดยไม่เข้าใจว่าข้อตกลงมีผลต่อสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างไร

 

หากมีคดีอยู่ในศาล ควรดำเนินการตามขั้นตอนและกำหนดเวลาของศาลควบคู่กันไป

 

การเจรจานอกศาลไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถละเลยหมายศาลหรือกำหนดเวลายื่นเอกสารได้

12. ผู้ค้ำประกันที่ถูกฟ้องควรเตรียมเอกสารอะไรให้ทนาย?

เอกสารสำคัญที่สุดคือสัญญาค้ำประกันและสัญญาหนี้หลัก เช่น สัญญากู้ยืมเงินหรือสัญญาเช่าซื้อ

 

หากไม่มีสัญญาอยู่ในความครอบครอง ควรแจ้งทนายเพื่อประเมินวิธีขอหรือดำเนินการให้ได้เอกสารมาตรวจสอบ

 

ควรรวบรวมหนังสือทวงถามทั้งหมด รวมถึงซองจดหมาย หลักฐานการส่งและวันที่ได้รับหนังสือ

 

หากมีข้อมูลการชำระหนี้ของลูกหนี้ ควรนำรายการชำระเงิน ใบเสร็จ หรือข้อความที่เกี่ยวข้องมาให้ทนายตรวจสอบ

 

หากลูกหนี้เคยทำข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้ ควรเตรียมเอกสารดังกล่าวด้วย

 

หากได้รับหมายศาลแล้ว ต้องนำสำเนาคำฟ้อง เอกสารท้ายฟ้อง และหมายที่ได้รับไปพร้อมกัน

 

นอกจากนี้ ควรเขียนลำดับเหตุการณ์สั้น ๆ ตั้งแต่วันที่ถูกขอให้ค้ำประกัน วันที่ลงนาม วันที่ทราบว่าลูกหนี้ผิดนัด และวันที่ได้รับการทวงถาม

 

การมีเอกสารครบตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยให้ทนายตรวจสอบประเด็นสำคัญได้รวดเร็วและลดความเสี่ยงจากการวิเคราะห์บนข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์

13. หากผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนแล้ว จะเรียกเงินคืนจากลูกหนี้ได้หรือไม่?

โดยหลักแล้วผู้ค้ำประกันที่ชำระหนี้แทนลูกหนี้อาจมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693

 

อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจสอบจำนวนเงินที่ชำระ สิทธิที่มีอยู่ และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง

 

ตัวอย่างเช่น ผู้ค้ำประกันชำระเงินให้เจ้าหนี้ 300,000 บาทตามความรับผิดที่มีอยู่ ผู้ค้ำประกันอาจพิจารณาใช้สิทธิเรียกเงินคืนจากลูกหนี้ตามกฎหมาย

 

แต่การมีสิทธิไล่เบี้ยไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินคืนทันที

 

หากลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินหรือไม่มีความสามารถชำระหนี้ การบังคับให้ชำระเงินอาจมีอุปสรรค

 

ก่อนผู้ค้ำประกันตกลงชำระหนี้จำนวนมาก ควรให้ทนายประเมินด้วยว่าการชำระหนี้จะมีผลต่อสิทธิเรียกร้องที่ผู้ค้ำประกันอาจใช้ต่อลูกหนี้ภายหลังอย่างไร

 

ควรเก็บหลักฐานการชำระเงินทุกครั้งและเอกสารยืนยันว่าหนี้ส่วนใดได้รับการชำระแล้ว

14. ถ้าแพ้คดีค้ำประกัน เจ้าหนี้มายึดบ้านได้ทันทีหรือไม่?

การถูกฟ้องคดีแพ่งกับการถูกบังคับคดีเป็นคนละขั้นตอน

 

หากศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้และลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหนี้อาจใช้สิทธิดำเนินการบังคับคดีตามเงื่อนไขของกฎหมาย

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหนี้ไม่สามารถยึดทรัพย์สินของบุคคลได้ตามอำเภอใจเพียงเพราะมีหนังสือทวงถาม

 

การยึดหรืออายัดทรัพย์ต้องดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

 

ผู้ค้ำประกันควรเข้าใจว่าทรัพย์สินและรายได้บางประเภทอาจมีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขในการบังคับคดีตามกฎหมาย

 

หากมีบ้าน ที่ดิน รถยนต์ หรือทรัพย์สินที่ใช้ประกอบอาชีพ ควรแจ้งข้อมูลตามความเป็นจริงแก่ทนายเพื่อประเมินความเสี่ยง

 

ไม่ควรรีบโอนทรัพย์สินให้บุคคลอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ เพราะการโอนทรัพย์สินในลักษณะฉ้อฉลหรือมีวัตถุประสงค์ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจทำให้เกิดข้อพิพาทและความรับผิดเพิ่มเติม

15. ค่าจ้างทนายสู้คดีผู้ค้ำประกันคิดจากอะไร?

ค่าบริการทนายความขึ้นอยู่กับลักษณะคดี จำนวนเงินที่ฟ้อง ความซับซ้อนของสัญญา และพยานหลักฐานที่ต้องตรวจสอบ

 

หากเป็นการตรวจสอบสัญญาและให้คำปรึกษาก่อนถูกฟ้อง ขอบเขตงานอาจแตกต่างจากกรณีที่ต้องจัดทำคำให้การและว่าความในศาล

 

สำหรับคดีที่มีหนี้หลายสัญญา อาจต้องตรวจสอบวันทำสัญญา วันผิดนัด การบอกกล่าว และการคำนวณหนี้แยกเป็นรายสัญญา

 

หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับลายมือชื่อหรือความสมบูรณ์ของเอกสาร อาจต้องใช้พยานหลักฐานเพิ่มเติม

 

ก่อนตกลงว่าจ้าง ควรสอบถามว่างานที่ได้รับครอบคลุมขั้นตอนใดบ้าง รวมถึงค่าเดินทาง ค่าคัดเอกสาร และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการศาล

 

การเลือกทนายไม่ควรพิจารณาเพียงราคาถูกที่สุด แต่ควรพิจารณาความชัดเจนของคำอธิบาย แนวทางตรวจสอบข้อเท็จจริง และขอบเขตความรับผิดชอบในการทำงาน

16. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการถูกฟ้องเป็นผู้ค้ำประกัน

Q: ค้ำประกันให้เพื่อนแล้วเพื่อนหนีไป ผู้ค้ำต้องรับผิดหรือไม่?

อาจต้องรับผิดตามขอบเขตสัญญาค้ำประกันและกฎหมาย แม้จะติดต่อลูกหนี้ไม่ได้ แต่ผู้ค้ำประกันยังมีสิทธิตรวจสอบความสมบูรณ์ของสัญญา จำนวนหนี้ และข้อต่อสู้ตามกฎหมาย

Q: เจ้าหนี้ไม่แจ้งผู้ค้ำภายใน 60 วัน หนี้ทั้งหมดเป็นโมฆะหรือไม่?

ไม่ใช่ มาตรา 686 กำหนดผลเกี่ยวกับความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และค่าภาระติดพันบางส่วนตามเงื่อนไขของกฎหมาย ไม่ได้กำหนดให้เงินต้นทั้งหมดระงับไปโดยอัตโนมัติ

Q: ผู้ค้ำประกันเป็นผู้สูงอายุ จะได้รับการยกเว้นหนี้หรือไม่?

อายุเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้สัญญาค้ำประกันเป็นโมฆะ ต้องตรวจสอบความสามารถในการทำนิติกรรม พฤติการณ์การลงนาม และเหตุทางกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

Q: ค้ำประกันให้ญาติเมื่อสิบปีก่อน ยังถูกฟ้องได้หรือไม่?

ต้องตรวจสอบอายุความ วันครบกำหนดชำระหนี้ วันผิดนัด การรับสภาพหนี้ และข้อเท็จจริงอื่นที่อาจมีผลต่ออายุความ ไม่สามารถสรุปจากระยะเวลาสิบปีเพียงอย่างเดียว

Q: ไม่เคยได้รับเงินกู้เลย ใช้เป็นข้อต่อสู้ได้หรือไม่?

การไม่ได้รับเงินกู้มาใช้เองเป็นลักษณะที่พบได้ตามปกติของการค้ำประกัน จึงไม่ใช่เหตุให้พ้นความรับผิดโดยอัตโนมัติ แต่ยังต้องตรวจสอบความสมบูรณ์ของหนี้และสัญญาค้ำประกัน

Q: ถูกฟ้องแล้วไม่มีเงินจ้างทนาย ต้องทำอย่างไร?

ควรตรวจสอบกำหนดเวลาในหมายศาลและพิจารณาช่องทางขอความช่วยเหลือทางกฎหมายที่มีอยู่ ไม่ควรละเลยคดีเพราะไม่มีเงินว่าจ้างทนาย

Q: ชำระหนี้แทนแล้วฟ้องลูกหนี้คืนได้หรือไม่?

อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยตามมาตรา 693 ได้ โดยต้องตรวจสอบเงื่อนไข สิทธิเรียกร้อง และหลักฐานการชำระเงิน

Q: ถ้าจ้างทนายแล้วจะไม่ต้องชำระหนี้เลยใช่หรือไม่?

ไม่สามารถรับรองเช่นนั้นได้ ทนายมีหน้าที่ตรวจสอบสิทธิและข้อต่อสู้ตามกฎหมาย ผลของคดีขึ้นอยู่กับสัญญา พยานหลักฐาน และการพิจารณาของศาล

17. สรุป: ถูกฟ้องเป็นผู้ค้ำประกัน อย่าเพิ่งยอมชำระหนี้โดยไม่ตรวจสอบสิทธิ

ผู้ค้ำประกันไม่ควรมองข้ามหนังสือทวงถามหรือหมายศาล เพราะอาจมีผลกระทบต่อทรัพย์สินและสถานะทางการเงินของตนเอง

 

ขณะเดียวกันก็ไม่ควรรีบยอมรับยอดหนี้ทั้งหมดโดยไม่ได้ตรวจสอบสัญญาและกฎหมาย

 

ประเด็นที่ควรพิจารณา ได้แก่ ความสมบูรณ์ของสัญญา ขอบเขตหนี้ที่ค้ำประกัน วันทำสัญญา การบอกกล่าวเมื่อผิดนัด การผ่อนเวลาชำระหนี้ และจำนวนเงินที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องจริง

 

หากได้รับหมายศาล ควรดำเนินการโดยเร็ว เพราะการมีข้อต่อสู้ที่ดีอาจไม่เพียงพอหากไม่ได้ใช้สิทธิตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ปรึกษาทนายคดีค้ำประกันและคดีหนี้ LawyerThailand.biz

คุณกำลังถูกฟ้องเพราะเคยค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนหรือญาติหรือไม่?

 

หากได้รับหนังสือทวงถาม หมายศาล หรือถูกเรียกร้องให้รับผิดชำระหนี้จำนวนมาก สามารถติดต่อเพื่อให้ทีมทนายความรับข้อมูลเบื้องต้นและประเมินขอบเขตการช่วยเหลือทางกฎหมาย

 

ควรเตรียมสัญญาค้ำประกัน หนังสือทวงถาม เอกสารจากเจ้าหนี้ และหมายศาลหากมี

 

ติดต่อ LawyerThailand.biz

 

โทรศัพท์: 099-096-4440

 

LINE: @sls2017

 

เว็บไซต์: www.lawyerthailand.biz

 

การประเมินแนวทางต่อสู้คดีต้องอาศัยข้อเท็จจริงและเอกสารของแต่ละราย ไม่มีการรับประกันว่าจะทำให้ผู้ค้ำประกันพ้นความรับผิดทั้งหมด

Visitors: 184,151