ทนายคดีแพ่ง ทีมทนายความมืออาชีพ ทนายคดีอาญา ทนายคดีแพ่ง ทนายคดีปกครอง ทนายความคดีฟอกเงิน ทนายคดีภาษี พร้อมอดีตผู้พิพากษา ทีมที่ปรึกษากฎหมายนักกฎหมายพร้อมดูแล  ติดต่อโทร 099-096-4440, 063-995-3361, 02-103-1961, 02-000-4270 หรือ ไลน์: @sls2017

 ทนายคดีแพ่ง วิเคราะห์ก่อนฟ้อง ต่อสู้คดี และวางแผนบังคับคดีให้ถึงเป้าหมาย

คดีแพ่งไม่ใช่เพียงเรื่องว่า “ใครถูกหรือใครผิด” แต่เป็นเรื่องของสิทธิ หน้าที่ สัญญา หนี้ ทรัพย์สิน ค่าเสียหาย พยานหลักฐาน อายุความ เขตอำนาจศาล และความสามารถในการบังคับตามคำพิพากษา

 

การฟ้องคดีโดยไม่ประเมินเรื่องเหล่านี้อาจทำให้เสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย ฟ้องผิดคน ฟ้องผิดศาล เรียกค่าเสียหายโดยไม่มีหลักฐาน หรือแม้ชนะคดีแล้วก็ยังไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้

 

ในทางกลับกัน ผู้ที่ถูกฟ้องคดีแพ่งไม่ควรเพิกเฉยต่อหมายศาล เพราะการไม่ยื่นคำให้การหรือไม่ไปศาลตามนัดอาจทำให้เสียโอกาสโต้แย้งข้อเท็จจริง พยาน และจำนวนเงินที่ถูกเรียกร้อง

 

ทนายคดีแพ่งของบริษัท เอสแอลเอส (2017) จำกัด ให้บริการแก่ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย ตั้งแต่การตรวจเอกสาร วิเคราะห์สิทธิ ส่งหนังสือบอกกล่าว เจรจา ฟ้องคดี ต่อสู้คดี อุทธรณ์หรือฎีกาตามเงื่อนไขกฎหมาย ตลอดจนสืบทรัพย์ ยึดทรัพย์ และอายัดสิทธิ                                                                    เรียกร้องภายหลังมีคำพิพากษา

 

เราให้ความสำคัญกับคำถาม 3 ข้อก่อนเริ่มคดี

 

  • ท่านมีสิทธิเรียกร้องหรือข้อต่อสู้เพียงใด
  • มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์หรือไม่
  • หากชนะคดีแล้ว สามารถบังคับให้เกิดผลจริงได้อย่างไร

 

หากท่านกำลังจะฟ้อง ถูกฟ้อง ได้รับหมายศาล มีลูกหนี้ผิดนัด คู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง หรือมีทรัพย์สินที่เสี่ยงถูกโอน ควรให้ทนายตรวจเอกสารและกำหนดเวลาที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว

 

บริษัท เอสแอลเอส (2017) จำกัด

บริการทนายคดีแพ่งและที่ปรึกษากฎหมาย

 

โทรศัพท์: 099-096-4440

โทรศัพท์: 063-995-3361

โทรศัพท์: 02-103-1961

โทรศัพท์: 02-000-4270

LINE Official: @sls2017

เว็บไซต์: www.lawyerthailand.biz

 

ทนายคดีแพ่งเหมาะกับใคร

 

บริการนี้เหมาะสำหรับ

 

  • เจ้าหนี้ที่ต้องการเรียกชำระหนี้
  • ลูกหนี้ที่ถูกฟ้องหรือถูกเรียกเกินความเป็นจริง
  • ผู้ซื้อหรือผู้ขายที่คู่สัญญาผิดนัด
  • ผู้ให้เช่าที่ต้องการฟ้องขับไล่
  • ผู้เช่าที่ถูกเรียกร้องอย่างไม่เป็นธรรม
  • เจ้าของที่ดินที่มีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์หรือการครอบครอง
  • ผู้ได้รับความเสียหายจากการละเมิด
  • ผู้ประสบอุบัติเหตุที่ต้องการค่าสินไหม
  • บริษัทที่มีข้อพิพาทกับคู่ค้า
  • ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนที่มีข้อพิพาททางธุรกิจ
  • ผู้รับเหมาหรือเจ้าของโครงการที่มีปัญหาเรื่องงานก่อสร้าง
  • ผู้บริโภคที่ได้รับสินค้าหรือบริการไม่เป็นไปตามสัญญา
  • คู่ความที่ต้องการเจรจาหรือไกล่เกลี่ย
  • เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ต้องการสืบทรัพย์และบังคับคดี
  • ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ต้องการวางแผนชำระหนี้อย่างถูกต้อง

 

มีหมายศาลคดีแพ่ง ต้องทำอย่างไร

 

หากได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ควรดำเนินการทันทีดังนี้

 

  • บันทึกวันที่ได้รับหมาย
  • อ่านชื่อศาล หมายเลขคดี และวันนัด
  • ตรวจชื่อโจทก์ จำเลย และจำนวนเงินที่เรียกร้อง
  • ตรวจเอกสารที่โจทก์อ้าง
  • รวบรวมสัญญา หลักฐานชำระเงิน และการสนทนา
  • ติดต่อทนายก่อนวันนัด
  • อย่าเพิกเฉยหรือคิดว่าการไม่ไปศาลทำให้คดีหยุด
  • อย่าติดต่อยอมรับหนี้หรือเสนอเงื่อนไขโดยไม่ตรวจผลทางกฎหมาย
  • อย่าลบข้อความหรือทำลายเอกสาร
  • จัดทำลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นจนได้รับคำฟ้อง

 

สิ่งสำคัญคือการแยกว่า ข้อเท็จจริงใดยอมรับได้ ข้อเท็จจริงใดไม่ถูกต้อง จำนวนเงินส่วนใดเคยชำระแล้ว สัญญามีข้อโต้แย้งหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยคนดังกล่าวจริงหรือไม่

 

ต้องการฟ้องคดีแพ่ง ควรเริ่มต้นอย่างไร

 

ก่อนฟ้องไม่ควรเริ่มจากการเขียนคำฟ้องทันที แต่ควรประเมินองค์ประกอบต่อไปนี้

 

1. เป้าหมายที่แท้จริงของคดี

 

ผู้ว่าจ้างต้องการอะไร เช่น

 

  • ต้องการเงินคืน
  • ต้องการให้ชำระหนี้
  • ต้องการให้ส่งมอบทรัพย์
  • ต้องการให้โอนกรรมสิทธิ์
  • ต้องการบอกเลิกสัญญา
  • ต้องการให้หยุดรบกวนสิทธิ
  • ต้องการขับไล่
  • ต้องการค่าเสียหาย
  • ต้องการแบ่งทรัพย์สิน
  • ต้องการรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
  • ต้องการให้มีหลักประกันการชำระหนี้

 

เป้าหมายที่ต่างกันอาจทำให้วิธีดำเนินการต่างกัน บางเรื่องควรฟ้อง บางเรื่องควรเจรจา และบางเรื่องควรขอให้ศาลมีมาตรการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามเงื่อนไขกฎหมาย

 

2. ผู้มีสิทธิฟ้องและผู้ที่ต้องถูกฟ้อง

 

ต้องตรวจว่าใครเป็นเจ้าหนี้ ใครเป็นคู่สัญญา ใครก่อความเสียหาย ใครรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน กรรมการ หุ้นส่วน นายจ้าง หรือตัวการ

 

การฟ้องบุคคลที่ไม่มีหน้าที่รับผิดอาจทำให้คดีถูกยกหรือเกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จึงต้องตรวจสถานะและเอกสารของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน

 

3. เขตอำนาจศาล

 

การเลือกศาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสะดวกเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณา

 

  • ภูมิลำเนาของจำเลย
  • สถานที่เกิดมูลคดี
  • สถานที่ปฏิบัติตามสัญญา
  • ที่ตั้งของทรัพย์สิน
  • ประเภทของคดี
  • ฐานะของคู่ความ
  • กฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้อง

 

คดีบางประเภทอยู่ในศาลชำนัญพิเศษหรือมีกระบวนการเฉพาะ จึงควรตรวจให้ถูกต้องก่อนยื่นฟ้อง

 

4. อายุความ

 

สิทธิเรียกร้องแต่ละประเภทมีอายุความแตกต่างกัน วันเริ่มนับอายุความอาจขึ้นอยู่กับวันผิดนัด วันเกิดความเสียหาย วันทราบความเสียหาย หรือเงื่อนไขตามกฎหมายเฉพาะ

 

ไม่ควรสรุปอายุความจากข้อความทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต ควรให้ทนายตรวจ

 

  • ประเภทสิทธิเรียกร้อง
  • วันที่เกิดเหตุ
  • วันที่ถึงกำหนดชำระ
  • หนังสือบอกกล่าว
  • การรับสภาพหนี้
  • การชำระบางส่วน
  • ข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติม
  • เหตุที่อาจกระทบการนับอายุความ

 

5. พยานหลักฐาน

 

โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ข้ออ้างตามหลักกฎหมาย ส่วนจำเลยต้องนำเสนอข้อโต้แย้งและหลักฐานของตนอย่างเหมาะสม

 

พยานในคดีแพ่งอาจประกอบด้วย

 

  • สัญญา
  • หนังสือรับสภาพหนี้
  • ใบเสนอราคา
  • ใบสั่งซื้อ
  • ใบส่งของ
  • ใบแจ้งหนี้
  • ใบเสร็จ
  • หลักฐานโอนเงิน
  • รายการเดินบัญชี
  • อีเมล
  • ข้อความสนทนา
  • บันทึกประชุม
  • หนังสือรับรองบริษัท
  • ภาพถ่ายและวิดีโอ
  • เอกสารสิทธิ
  • พยานบุคคล
  • พยานผู้เชี่ยวชาญ

 

6. ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

 

ก่อนฟ้องควรประเมินมูลค่าข้อพิพาท ค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนาย ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายพยาน ระยะเวลา และโอกาสบังคับคดี

 

การมีสิทธิฟ้องไม่ได้หมายความว่าการฟ้องจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดเสมอไป

 

7. ทรัพย์สินของลูกหนี้

 

ถ้าเป้าหมายคือการเรียกเงิน ควรพิจารณาตั้งแต่ก่อนฟ้องว่า ลูกหนี้มี

 

  • ที่ดิน
  • บ้านหรือห้องชุด
  • รถยนต์
  • เงินเดือน
  • บัญชีเงินฝาก
  • หุ้น
  • สิทธิรับเงินจากบุคคลภายนอก
  • รายได้จากธุรกิจ
  • ทรัพย์สินที่จดทะเบียน
  • ลูกหนี้การค้า

 

หากไม่มีทรัพย์สินให้บังคับ การชนะคดีอาจยังไม่ทำให้ได้รับชำระเงินทันที

 

ทนายคดีแพ่งให้บริการอะไรบ้าง

 

บริการก่อนฟ้อง

 

  • ตรวจสิทธิเรียกร้อง
  • ตรวจอายุความ
  • ตรวจเขตอำนาจศาล
  • ตรวจสัญญาและเอกสาร
  • คำนวณเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าเสียหาย
  • ตรวจสถานะคู่กรณี
  • ส่งหนังสือทวงถาม
  • บอกกล่าวให้ปฏิบัติตามสัญญา
  • บอกเลิกสัญญา
  • เจรจา
  • ร่างสัญญาประนีประนอม
  • ตรวจทรัพย์สินเบื้องต้นตามช่องทางที่ชอบด้วยกฎหมาย

 

บริการฟ้องคดี

 

  • จัดทำคำฟ้อง
  • จัดทำคำขอท้ายฟ้อง
  • เตรียมเอกสาร
  • คำนวณทุนทรัพย์
  • ยื่นฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจ
  • ดำเนินกระบวนพิจารณา
  • เตรียมพยาน
  • สืบพยาน
  • เจรจาและไกล่เกลี่ย
  • ติดตามคำพิพากษา

 

บริการต่อสู้คดีฝ่ายจำเลย

 

  • ตรวจคำฟ้อง
  • ตรวจหมายและกำหนดเวลา
  • วิเคราะห์ข้อโต้แย้ง
  • จัดทำคำให้การ
  • ตรวจยอดหนี้
  • โต้แย้งดอกเบี้ยและค่าเสียหาย
  • เตรียมพยาน
  • เจรจาปรับโครงสร้างหนี้
  • ต่อสู้คดีในศาล
  • พิจารณาอุทธรณ์หรือฎีกา

 

บริการหลังคำพิพากษา

 

  • ตรวจสถานะคำพิพากษา
  • ขอออกคำบังคับ
  • สืบทรัพย์
  • ยึดอสังหาริมทรัพย์
  • ยึดสังหาริมทรัพย์
  • อายัดเงินเดือน
  • อายัดบัญชีหรือสิทธิเรียกร้อง
  • ดำเนินการขายทอดตลาด
  • เจรจาชำระหนี้ตามคำพิพากษา
  • วางแผนปฏิบัติตามคำพิพากษา

 

ระบบวิเคราะห์คดีแพ่งของทีมทนาย

 

คดีที่มีเอกสารจำนวนมากควรจัดระบบอย่างน้อย 6 ส่วน

 

1. Timeline

 

จัดลำดับวันทำสัญญา วันชำระเงิน วันส่งมอบ วันผิดนัด วันทวงถาม และวันที่ได้รับคำตอบ

 

2. Party Map

 

แสดงความสัมพันธ์ของคู่สัญญา บริษัท กรรมการ ผู้ถือหุ้น ผู้ค้ำประกัน ตัวแทน นายหน้า และบุคคลที่เกี่ยวข้อง

 

3. Claim Matrix

 

แยกสิทธิเรียกร้องแต่ละข้อ เช่น เงินต้น ดอกเบี้ย ค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์ และสิทธิขอให้กระทำหรืองดเว้น

 

4. Evidence Matrix

 

ระบุว่าหลักฐานแต่ละชิ้นใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงใด มีต้นฉบับหรือไม่ และอีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร

 

5. Defense Matrix

 

คาดการณ์ข้อต่อสู้ของอีกฝ่าย เช่น ไม่ได้ทำสัญญา ชำระแล้ว งานไม่เสร็จ สินค้ามีตำหนิ ไม่มีอำนาจลงนาม หรือขาดอายุความ

 

6. Enforcement Map

 

ตรวจว่าหากชนะแล้วจะบังคับจากทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องประเภทใด

 

ทนายฟ้องเรียกหนี้

 

คดีเรียกหนี้อาจเกิดจาก

 

  • กู้ยืมเงิน
  • ซื้อขายสินค้า
  • ค่าบริการ
  • ค่าจ้างทำของ
  • หนี้การค้า
  • เงินทดรอง
  • เงินลงทุนที่มีข้อตกลงให้คืน
  • ค่าคอมมิชชัน
  • หนังสือรับสภาพหนี้
  • สัญญาประนีประนอม
  • ผู้ค้ำประกันผิดนัด

 
ก่อนฟ้องต้องตรวจว่า

  • หนี้เกิดจากอะไร
  • ถึงกำหนดแล้วหรือไม่
  • มีหลักฐานแห่งหนี้หรือไม่
  • ต้องบอกกล่าวก่อนหรือไม่
  • เคยชำระบางส่วนเท่าใด
  • ดอกเบี้ยคำนวณอย่างไร
  • มีหลักประกันหรือผู้ค้ำหรือไม่
  • ลูกหนี้มีทรัพย์ให้บังคับหรือไม่

 

ทนายต่อสู้คดีหนี้

 

ฝ่ายจำเลยควรตรวจว่า

 

  • เป็นหนี้จริงหรือไม่
  • ยอดเงินถูกต้องหรือไม่
  • ชำระแล้วบางส่วนหรือทั้งหมดหรือไม่
  • ลายมือชื่อเป็นของจำเลยหรือไม่
  • โจทก์มีสิทธิฟ้องหรือไม่
  • ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
  • หนี้ขาดอายุความหรือไม่
  • มีการหักกลบลบหนี้หรือไม่
  • สินค้าหรืองานมีข้อบกพร่องหรือไม่
  • โจทก์ผิดสัญญาก่อนหรือไม่

 

การติดต่อเจรจาหลังได้รับคำฟ้องควรกระทำโดยระมัดระวัง เพราะข้อความบางอย่างอาจถูกใช้ประกอบการยอมรับหนี้หรือข้อเท็จจริงในคดี

 

ทนายคดีผิดสัญญา

 
คดีผิดสัญญาต้องเริ่มจากการอ่านสัญญาทั้งฉบับ ไม่ใช่เฉพาะข้อที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

 
ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  • คู่สัญญา
  • อำนาจลงนาม
  • หน้าที่ของแต่ละฝ่าย
  • กำหนดชำระ
  • กำหนดส่งมอบ
  • เงื่อนไขการตรวจรับ
  • การรับประกัน
  • เหตุผิดนัด
  • การบอกกล่าว
  • การเลิกสัญญา
  • เบี้ยปรับ
  • ค่าเสียหาย
  • เหตุสุดวิสัย

วิธีระงับข้อพิพาท

 

ต้องตรวจด้วยว่าฝ่ายที่กล่าวหาอีกฝ่ายผิดสัญญาได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนแล้วหรือพร้อมปฏิบัติหรือไม่

 

ทนายคดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย

 

ผู้ที่จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้ผู้อื่นเสียหายอาจต้องรับผิดตามเงื่อนไขกฎหมาย แต่ผู้เรียกร้องต้องพิสูจน์

 

  • การกระทำ
  • ความไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  • ความจงใจหรือประมาท
  • ความเสียหาย
  • ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับความเสียหาย
  • จำนวนค่าเสียหาย

 

หลักฐานอาจรวมถึงใบรับรองแพทย์ ค่าใช้จ่ายซ่อมแซม หลักฐานรายได้ ภาพถ่าย รายงานผู้เชี่ยวชาญ และพยานเหตุการณ์

 

การเรียกตัวเลขจำนวนสูงโดยไม่มีหลักฐานไม่ได้หมายความว่าศาลจะกำหนดให้ตามนั้น

 

ทนายฟ้องขับไล่และคดีเช่า

 

ข้อพิพาทการเช่าอาจเกิดจาก

  • ไม่ชำระค่าเช่า
  • หมดสัญญาแล้วไม่คืนพื้นที่
  • ใช้ทรัพย์ผิดวัตถุประสงค์
  • ต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ทรัพย์สินเสียหาย
  • ผู้ให้เช่าไม่ซ่อมแซมตามหน้าที่
  • เงินประกัน
  • ค่าสาธารณูปโภค
  • การบอกเลิกสัญญา
  • การขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่า

 

ผู้ให้เช่าไม่ควรใช้วิธีตัดน้ำ ตัดไฟ เปลี่ยนกุญแจ หรือขนย้ายทรัพย์สินโดยไม่ตรวจสิทธิ เพราะอาจเกิดความรับผิดเพิ่มเติม

 

ควรตรวจสัญญา การบอกกล่าว หลักฐานค้างชำระ และสถานะการครอบครองก่อนฟ้อง

 

ทนายคดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์

 

บริการครอบคลุม

 

  • ฟ้องขับไล่
  • รุกล้ำแนวเขต
  • ครอบครองปรปักษ์
  • ทางจำเป็น
  • ภาระจำยอม
  • กรรมสิทธิ์รวม
  • แบ่งทรัพย์
  • เพิกถอนนิติกรรม
  • บังคับโอน
  • เงินมัดจำ
  • ข้อพิพาทบ้านและคอนโด
  • ที่ดินมรดก
  • ข้อพิพาทโครงการอสังหาริมทรัพย์

 

เอกสารที่ควรเตรียม ได้แก่ โฉนด สารบัญจดทะเบียน สัญญา แผนที่ ภาพถ่าย หลักฐานการครอบครอง ใบเสร็จภาษี และเอกสารการติดต่อกับคู่กรณี

 

ทนายคดีผู้รับเหมาและก่อสร้าง

 

คดีงานก่อสร้างมักมีข้อโต้แย้งเรื่อง

  • ขอบเขตงาน
  • งานเพิ่ม–ลด
  • การส่งมอบ
  • ความล่าช้า
  • คุณภาพงาน
  • การตรวจรับ
  • เงินงวด
  • เงินประกันผลงาน
  • ค่าปรับ
  • การเลิกสัญญา
  • ค่าแก้ไขงาน
  • แบบและรายการวัสดุ

 

หลักฐานสำคัญคือสัญญา BOQ แบบก่อสร้าง ใบเสนอราคา รายงานประจำวัน ภาพก่อน–หลัง หนังสือแจ้งงานบกพร่อง และหลักฐานอนุมัติงานเพิ่ม

 

ทนายคดีธุรกิจและผู้ถือหุ้น

 
ข้อพิพาทธุรกิจอาจเกี่ยวข้องกับ

 

  • สัญญาร่วมลงทุน
  • การซื้อขายหุ้น
  • การเพิ่มทุน
  • การประชุมผู้ถือหุ้น
  • มติที่ประชุม
  • อำนาจกรรมการ
  • การใช้เงินบริษัท
  • การขายทรัพย์สินบริษัท
  • การแบ่งผลกำไร
  • การเข้าถึงเอกสารบริษัท
  • การผิดหน้าที่ของกรรมการ
  • ข้อพิพาทระหว่างหุ้นส่วน
  • ความลับทางการค้า
  • การแข่งขันทางธุรกิจ

 

คดีเหล่านี้อาจมีทั้งมิติแพ่ง บริษัท อาญา และภาษี จึงควรวางแนวทางรวมเพื่อไม่ให้การดำเนินการด้านหนึ่งกระทบอีกด้านหนึ่ง

 

ทนายคดีผู้บริโภค

 ข้อพิพาทผู้บริโภคอาจเกิดจาก

 

  • สินค้าไม่ได้มาตรฐาน
  • ไม่ส่งมอบสินค้า
  • บริการไม่เป็นไปตามโฆษณา
  • บ้านหรือคอนโดมีข้อบกพร่อง
  • รถยนต์มีปัญหา
  • ประกันภัยปฏิเสธความรับผิด
  • สัญญาที่มีข้อกำหนดไม่เป็นธรรม
  • การเรียกเก็บค่าบริการที่ไม่ได้ตกลง
  • การคืนเงิน

 

ผู้บริโภคควรเก็บโฆษณา ใบสั่งซื้อ ใบเสร็จ การสนทนา ภาพสินค้า และหนังสือร้องเรียนไว้ทั้งหมด

 
ทนายคดีอุบัติเหตุและค่าสินไหม

 
หลักฐานสำคัญ ได้แก่

  • บันทึกประจำวัน
  • แผนผังและภาพสถานที่เกิดเหตุ
  • กล้องวงจรปิด
  • ภาพความเสียหาย
  • ใบรับรองแพทย์
  • เวชระเบียน
  • ใบเสร็จค่ารักษา
  • หลักฐานรายได้
  • ค่าใช้จ่ายเดินทาง
  • ข้อมูลกรมธรรม์
  • ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ

 

ค่าเสียหายควรคำนวณจากความเสียหายจริงและหลักฐาน ไม่ควรประเมินจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

 

หนังสือทวงถามจำเป็นหรือไม่

 

หนังสือทวงถามหรือหนังสือบอกกล่าวอาจมีประโยชน์ในการ

 

  • แสดงการผิดนัด
  • กำหนดเวลาให้ปฏิบัติ
  • บอกเลิกสัญญา
  • รักษาหลักฐานการเรียกร้อง
  • เปิดทางให้เจรจา
  • ระบุยอดและเงื่อนไขให้ชัด
  • ลดข้อโต้แย้งว่าไม่เคยถูกทวงถาม

 

แต่บางกรณีอาจไม่จำเป็นหรืออาจไม่ควรรอ หากเสี่ยงหมดอายุความหรือทรัพย์สินกำลังถูกโอน ต้องประเมินเป็นรายคดี

 

การเจรจาและไกล่เกลี่ยคดีแพ่ง

 

ข้อตกลงที่ดีควรระบุ

  • จำนวนเงิน
  • วันและวิธีชำระ
  • ดอกเบี้ย
  • หลักประกัน
  • ผู้ค้ำประกัน
  • ผลเมื่อผิดนัด
  • การถอนฟ้องหรือยุติคดี
  • ค่าใช้จ่าย
  • การคืนเอกสารหรือทรัพย์สิน
  • การรักษาความลับ
  • วิธีบังคับตามข้อตกลง

 

การรับเช็คหรือคำสัญญาใหม่โดยไม่ตรวจผลต่อสิทธิเดิมอาจทำให้เกิดข้อพิพาทเพิ่มขึ้น

 

ชนะคดีแล้วทำไมยังไม่ได้รับเงิน

 

คำพิพากษาเป็นการรับรองสิทธิ แต่หากลูกหนี้ไม่ชำระโดยสมัครใจ เจ้าหนี้อาจต้องดำเนินการบังคับคดี

 ก่อนเริ่มควรตรวจ

  • คำพิพากษาถึงที่สุดหรือบังคับได้แล้วหรือไม่
  • ลูกหนี้ชำระบางส่วนหรือไม่
  • มีทรัพย์สินประเภทใด
  • ทรัพย์ติดจำนองหรือภาระอื่นหรือไม่
  • มีเจ้าหนี้รายอื่นหรือไม่
  • สิทธิเรียกร้องใดสามารถอายัดได้
  • ค่าใช้จ่ายในการยึดและขายทอดตลาด
  • ความคุ้มค่าของทรัพย์ที่จะบังคับ

 

การสืบทรัพย์และบังคับคดี

ทรัพย์หรือสิทธิที่อาจพิจารณาตามกฎหมาย ได้แก่

  • ที่ดิน
  • บ้าน
  • ห้องชุด
  • รถยนต์
  • เงินเดือน
  • เงินฝาก
  • หุ้น
  • เงินปันผล
  • ค่าเช่า
  • ลูกหนี้การค้า
  • สิทธิรับเงินจากคู่สัญญา
  • ทรัพย์สินของกิจการ

 

ต้องดำเนินการผ่านกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ควรติดตามหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลด้วยวิธีที่ละเมิดสิทธิของลูกหนี้หรือบุคคลภายนอก

 

มาตรการชั่วคราวก่อนพิพากษา

 

บางคดีอาจมีความเสี่ยงที่คู่กรณีจะโอน ซ่อน ทำลาย หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สิน หรือกระทำการที่สร้างความเสียหายต่อเนื่อง

 

กฎหมายอาจเปิดช่องให้ยื่นคำร้องขอมาตรการชั่วคราวในบางกรณี แต่ผู้ร้องต้องแสดงเหตุ ความจำเป็น และเงื่อนไขตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงกังวลว่าคู่กรณีอาจไม่ชำระหนี้

 

ทนายต้องประเมินหลักฐาน ความเร่งด่วน ผลกระทบต่ออีกฝ่าย และความรับผิดหากคำร้องก่อให้เกิดความเสียหายโดยไม่มีเหตุเพียงพอ

 

เอกสารที่ควรเตรียมก่อนพบทนายคดีแพ่ง

 

  • บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง
  • หนังสือรับรองบริษัท
  • สัญญาและเอกสารแนบ
  • ใบเสนอราคา
  • ใบสั่งซื้อ
  • ใบส่งของ
  • ใบแจ้งหนี้และใบเสร็จ
  • หลักฐานโอนเงิน
  • รายการเดินบัญชี
  • หนังสือทวงถาม
  • อีเมลและข้อความสนทนา
  • ภาพถ่ายและวิดีโอ
  • เอกสารสิทธิ
  • หมายศาลและคำฟ้อง
  • หลักฐานชำระหนี้
  • รายชื่อพยาน
  • ลำดับเหตุการณ์ตามวันที่

 

ควรเก็บเอกสารต้นฉบับและไฟล์ดิจิทัลต้นทาง ไม่ควรตัดต่อหรือส่งเพียงบางส่วนที่ขาดบริบท

 

ขั้นตอนว่าจ้างทนายคดีแพ่ง SLS 2017

 

ขั้นตอนที่ 1 แจ้งประเภทเรื่องและกำหนดเวลา

 

แจ้งว่าเป็นฝ่ายจะฟ้องหรือถูกฟ้อง วันได้รับหมาย วันนัด และเป้าหมายที่ต้องการ

 

ขั้นตอนที่ 2 ตรวจความขัดกันแห่งผลประโยชน์

 

ตรวจว่าบริษัทเคยให้บริการแก่คู่กรณีหรือมีเหตุที่อาจกระทบการรับงานหรือไม่

 

ขั้นตอนที่ 3 ส่งเอกสารหลัก

 

ส่งสัญญา หมายศาล หลักฐานชำระเงิน และเอกสารสำคัญให้ครบถ้วน

 

ขั้นตอนที่ 4 นัดปรึกษาและวิเคราะห์

 

ตรวจสิทธิ อายุความ เขตอำนาจ พยาน จุดแข็ง จุดอ่อน และความเสี่ยง

 

ขั้นตอนที่ 5 เสนอทางเลือก

 

เปรียบเทียบการทวงถาม เจรจา ไกล่เกลี่ย ฟ้องคดี ต่อสู้คดี หรือขอมาตรการชั่วคราวตามความเหมาะสม

 

ขั้นตอนที่ 6 กำหนดขอบเขตงานและค่าบริการ

 

ระบุงานที่รวม ชั้นคดี จำนวนวันนัด และค่าใช้จ่ายภายนอก

 

ขั้นตอนที่ 7 จัดทำแผนคดี

 

กำหนดประเด็น เอกสาร พยาน และกำหนดเวลาสำคัญ

 

ขั้นตอนที่ 8 ดำเนินงานและรายงานความคืบหน้า

 

แจ้งวันนัด ผลการดำเนินการ เอกสารที่ยื่น และงานที่ลูกความต้องจัดเตรียม

 

ค่าทนายคดีแพ่งคิดอย่างไร

 

ค่าบริการขึ้นอยู่กับ

 

  • ประเภทคดี
  • ทุนทรัพย์
  • ปริมาณเอกสาร
  • จำนวนคู่ความ
  • จำนวนพยาน
  • ความซับซ้อน
  • จำนวนวันนัด
  • พื้นที่เดินทาง
  • ความเร่งด่วน
  • งานผู้เชี่ยวชาญ
  • ชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา
  • งานสืบทรัพย์และบังคับคดี

 

ก่อนจ้างควรถามว่า

 

  • รวมหนังสือทวงถามหรือไม่
  • รวมการเจรจาหรือไม่
  • รวมค่าธรรมเนียมศาลหรือไม่
  • รวมค่าเดินทางหรือไม่
  • ครอบคลุมวันนัดกี่นัด
  • รวมอุทธรณ์หรือฎีกาหรือไม่
  • รวมบังคับคดีหรือไม่
  • ใครเป็นผู้รับผิดชอบสำนวน
  • แบ่งชำระเป็นงวดได้หรือไม่
  • มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมกรณีใด

 

วิธีเลือกทนายคดีแพ่ง

 

ควรพิจารณา

 

  • ตรวจสอบใบอนุญาตและตัวตน
  • มีประสบการณ์ตรงกับประเภทข้อพิพาท
  • วิเคราะห์การบังคับคดีก่อนฟ้อง
  • อธิบายจุดแข็งและจุดอ่อน
  • ตรวจอายุความและเขตอำนาจ
  • มีขอบเขตงานเป็นลายลักษณ์อักษร
  • มีหลักฐานรับเงิน
  • ระบุผู้รับผิดชอบสำนวน
  • ไม่รับรองผลคดีล่วงหน้า
  • ไม่อ้างว่าสามารถวิ่งเต้นศาลหรือเจ้าหน้าที่

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับทนายคดีแพ่ง

 

ถาม: ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ฟ้องได้หรือไม่

 

ตอบ: บางกรณียังฟ้องได้โดยใช้หลักฐานการโอนเงิน ข้อความ ใบส่งของ หรือพยาน แต่ต้องตรวจประเภทนิติกรรมและข้อกำหนดเฉพาะของกฎหมาย

 

ถาม: ถูกฟ้องแล้วไม่ไปศาลได้หรือไม่

 

ตอบ: ไม่ควรเพิกเฉย ต้องตรวจหมาย วันนัด และกำหนดยื่นคำให้การทันที เพราะอาจเสียสิทธิในการโต้แย้ง

 

ถาม: ฟ้องคดีแพ่งต้องส่งหนังสือทวงถามก่อนหรือไม่

 

ตอบ: ขึ้นอยู่กับประเภทสิทธิ สัญญา และพฤติการณ์ บางกรณีจำเป็นหรือมีประโยชน์ บางกรณีไม่ควรรอเพราะอายุความหรือความเสี่ยงด้านทรัพย์สิน

 

ถาม: ฟ้องลูกหนี้แล้วจะได้เงินคืนแน่นอนหรือไม่

 

ตอบ: ไม่แน่นอน ต้องพิสูจน์คดีให้ชนะและมีทรัพย์สินให้บังคับ จึงควรประเมินทรัพย์ลูกหนี้ก่อนฟ้องเท่าที่ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

 

ถาม: ศาลสั่งให้ไกล่เกลี่ยต้องยอมหรือไม่

 

ตอบ: การเข้าร่วมไกล่เกลี่ยไม่ได้หมายความว่าต้องยอมทุกเงื่อนไข คู่ความควรประเมินข้อดี ข้อเสีย และความสามารถในการปฏิบัติตามข้อตกลง

 

ถาม: ชนะคดีแล้วต้องจ้างทนายบังคับคดีใหม่หรือไม่

 

ตอบ: ขึ้นอยู่กับขอบเขตสัญญาว่าจ้างเดิม งานว่าความและงานบังคับคดีมักเป็นคนละขั้นตอน จึงควรสอบถามให้ชัดก่อนจ้าง

 

ถาม: คดีแพ่งใช้เวลานานเท่าใด

 

ตอบ: ขึ้นอยู่กับประเภทคดี จำนวนคู่ความ พยาน เอกสาร และตารางนัดของศาล ไม่ควรรับรองระยะเวลาแน่นอนโดยยังไม่ตรวจคดี

 

ถาม: ค่าเสียหายเรียกได้เท่าใด

 

ตอบ: ต้องพิจารณาประเภทความเสียหาย ความสัมพันธ์กับการกระทำ และหลักฐานพิสูจน์จำนวน ศาลอาจไม่กำหนดให้ตามยอดที่เรียกหากไม่มีหลักฐานเพียงพอ

 

ถาม: ทนายรับประกันว่าชนะได้หรือไม่

 

ตอบ: ไม่สามารถรับประกันได้ ผลขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง พยาน ข้อกฎหมาย และดุลพินิจของศาล

 

ถาม: บริษัทรับคดีทั่วประเทศหรือไม่

 

ตอบ: สามารถติดต่อให้ประเมินศาล พื้นที่ วันนัด และความพร้อมของทีมเป็นรายกรณี

 

ติดต่อทนายคดีแพ่ง SLS 2017

 

หากท่านกำลังจะฟ้อง ถูกฟ้อง มีลูกหนี้ผิดนัด คู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง หรือชนะคดีแล้วแต่ยังไม่ได้รับชำระ อย่ารอจนใกล้หมดอายุความหรือเลยกำหนดในหมายศาล

 

การพบทนายตั้งแต่ต้นช่วยให้ทราบว่า

 

  • มีสิทธิฟ้องหรือข้อต่อสู้อะไร
  • ต้องฟ้องใครและฟ้องศาลใด
  • อายุความเหลือเท่าใด
  • หลักฐานเพียงพอหรือไม่
  • เรียกค่าเสียหายได้อย่างไร
  • ควรเจรจาหรือฟ้องคดี
  • คู่กรณีมีทรัพย์ให้บังคับหรือไม่
  • ค่าใช้จ่ายและเวลาคุ้มกับเป้าหมายหรือไม่

 

บริษัท เอสแอลเอส (2017) จำกัด

ทนายคดีแพ่งและที่ปรึกษากฎหมาย

 

โทรศัพท์: 099-096-4440

โทรศัพท์: 063-995-3361

โทรศัพท์: 02-103-1961

โทรศัพท์: 02-000-4270

LINE Official: @sls2017

เว็บไซต์: www.lawyerthailand.biz

 

เมื่อติดต่อ กรุณาแจ้ง

 

  • ชื่อและหมายเลขโทรกลับ
  • ท่านเป็นฝ่ายจะฟ้องหรือถูกฟ้อง
  • ประเภทข้อพิพาท
  • จำนวนเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง
  • วันที่ผิดนัดหรือวันที่เกิดความเสียหาย
  • ศาลและวันนัด หากได้รับหมายแล้ว
  • เอกสารสำคัญที่มี
  • เป้าหมายที่ต้องการให้ทนายช่วย

 

คำชี้แจง

 

เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปและคำอธิบายขอบเขตบริการ ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายเฉพาะคดี การวิเคราะห์ต้องตรวจข้อเท็จจริง เอกสาร อายุความ เขตอำนาจ พยานหลักฐาน และกฎหมายที่ใช้บังคับ ไม่มีข้อความใดเป็นการรับรองผลคดี จำนวนค่าเสียหาย ระยะเวลาดำเนินคดี หรือความสำเร็จในการบังคับคดีล่วงหน้า

 

 

Visitors: 187,256