ทนายมรดก ทีมทนายความมืออาชีพ ทนายคดีอาญา ทนายคดีแพ่ง ทนายคดีปกครอง ทนายความคดีฟอกเงิน ทนายคดีภาษี พร้อมอดีตผู้พิพากษา ทีมที่ปรึกษากฎหมายนักกฎหมายพร้อมดูแล ติดต่อโทร 099-096-4440, 063-995-3361, 02-103-1961, 02-000-4270 หรือ ไลน์: @sls2017
ทนายมรดก ตั้งผู้จัดการมรดก แบ่งทรัพย์ คัดค้านพินัยกรรม และแก้ข้อพิพาทระหว่างทายาท
เมื่อบุคคลในครอบครัวเสียชีวิต สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ได้มีเพียงทรัพย์สิน แต่ยังอาจมีหนี้สิน เอกสารสำคัญ หุ้นในบริษัท ที่ดิน บัญชีธนาคาร พินัยกรรม และความเห็นที่ไม่ตรงกันของทายาท หากดำเนินการผิดขั้นตอน ทรัพย์อาจถูกโอน จำหน่าย ปกปิด หรือปล่อยให้เสื่อมมูลค่าก่อนที่ผู้มีสิทธิจะได้รับส่วนของตน
ทนายมรดกจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงยื่นคำร้องต่อศาล แต่ต้องเริ่มจากตรวจสถานะทายาท แยกสินสมรสออกจากกองมรดก ตรวจพินัยกรรม รวบรวมบัญชีทรัพย์และหนี้ ประเมินความเสี่ยง ตลอดจนวางแนวทางเจรจาหรือดำเนินคดีให้เหมาะกับข้อเท็จจริงของแต่ละครอบครัว
บริษัท เอสแอลเอส (2017) จำกัด ให้บริการด้านคดีมรดกและข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สิน ตั้งแต่การให้คำปรึกษาก่อนเกิดข้อพิพาท การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ไปจนถึงการฟ้องแบ่งมรดก คัดค้านคำร้อง ขอถอนหรือเปลี่ยนผู้จัดการมรดก และดำเนินคดีเกี่ยวกับพินัยกรรม
หากมีทรัพย์เสี่ยงถูกโอน มีการถอนเงินหลังเจ้ามรดกเสียชีวิต ทายาทไม่ยอมเปิดเผยเอกสาร หรือได้รับหมายศาล อย่ารอให้ทรัพย์เปลี่ยนมือหรือพ้นกำหนดดำเนินคดี ควรนำเอกสารให้ทนายตรวจโดยเร็ว
โทรปรึกษาเรื่องคดีมรดก
โทรศัพท์: 099-096-4440
โทรศัพท์: 063-995-3361
โทรศัพท์: 02-103-1961
โทรศัพท์: 02-000-4270
LINE: @sls2017
เว็บไซต์: www.lawyerthailand.biz
ต้องการทนายมรดกด่วนในกรณีใดบ้าง
บางเรื่องสามารถรวบรวมเอกสารและพูดคุยกันอย่างเป็นระบบได้ แต่บางสถานการณ์ไม่ควรรอ เพราะความล่าช้าอาจทำให้ติดตามทรัพย์หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงยากขึ้น เช่น
- มีบุคคลนำโฉนด สมุดบัญชี เอกสารหุ้น หรือทรัพย์สำคัญของผู้ตายไปเก็บไว้
- มีการถอนหรือโอนเงินจากบัญชีภายหลังเจ้าของบัญชีเสียชีวิต
- ผู้ครอบครองทรัพย์กำลังขาย โอน จำนอง หรือให้เช่าทรัพย์มรดก
- มีพินัยกรรมหลายฉบับ ข้อความขัดกัน หรือสงสัยว่าลายมือชื่อไม่แท้
- พินัยกรรมปรากฏขึ้นหลังผู้ตายเสียชีวิตโดยไม่มีใครเคยทราบมาก่อน
- ผู้ตายสูงอายุ ป่วยหนัก หรือมีปัญหาด้านการรับรู้ขณะทำพินัยกรรม
- ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชี ไม่แจ้งข้อมูล หรือแบ่งทรัพย์ไม่โปร่งใส
- ทายาทบางคนถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงบ้าน ที่ดิน หรือข้อมูลของกองมรดก
- มีหุ้นบริษัทหรือกิจการที่ต้องบริหารต่อทันที
- มีทายาทผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือทายาทอยู่ต่างประเทศ
- ได้รับสำเนาคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก หมายเรียก หรือคำฟ้องจากศาล
- ผู้ตายมีทั้งทรัพย์สินและหนี้สินจำนวนมาก
- มีข้อสงสัยว่าทรัพย์ถูกโอนไปก่อนเสียชีวิตโดยไม่สมัครใจหรือถูกหลอก
- ทายาทตกลงกันไม่ได้ว่าใครควรเป็นผู้จัดการมรดก
การติดต่อทนายเร็วไม่ได้หมายความว่าต้องฟ้องทันที แต่ช่วยให้ทราบว่าควรเก็บหลักฐานอะไร ควรเจรจาอย่างไร และมีมาตรการทางกฎหมายใดจำเป็นต่อการรักษาทรัพย์
บริการทนายมรดกครอบคลุมเรื่องใด
1. ร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
ตรวจภูมิลำเนาของเจ้ามรดก ตรวจเขตอำนาจศาล จัดทำบัญชีเครือญาติ รวบรวมข้อมูลทรัพย์ จัดทำคำร้อง หนังสือยินยอม บัญชีพยาน และดำเนินการในวันนัดไต่สวน
2. คัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดก
ดำเนินการเมื่อผู้ถูกเสนอชื่อไม่เหมาะสม มีผลประโยชน์ขัดกัน เคยปกปิดหรือยักย้ายทรัพย์ ไม่ได้รับความไว้วางใจจากทายาท หรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับพินัยกรรมและสถานะทายาท
3. ขอถอนหรือเปลี่ยนผู้จัดการมรดก
กรณีผู้จัดการมรดกละเลยหน้าที่ ไม่ดำเนินการภายในสมควร ปกปิดบัญชีทรัพย์ นำทรัพย์ไปใช้ส่วนตัว แบ่งทรัพย์โดยไม่เป็นธรรม หรือมีเหตุอื่นที่ทำให้การจัดการกองมรดกเสียหาย
4. ฟ้องแบ่งมรดก
ตรวจสิทธิของทายาทและส่วนแบ่ง แสวงหาหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์ ขอให้ส่งมอบทรัพย์ ขอแบ่งทรัพย์ตามสิทธิ หรือขอขายทรัพย์แล้วแบ่งเงินเมื่อไม่สามารถแบ่งเป็นส่วนได้โดยเหมาะสม
5. คดีพินัยกรรม
ตรวจรูปแบบและความสมบูรณ์ของพินัยกรรม ตรวจความสามารถของผู้ทำพินัยกรรม ลายมือชื่อ พยาน พฤติการณ์การจัดทำ และดำเนินคดีรับรอง โต้แย้ง หรือขอให้ศาลวินิจฉัยผลของพินัยกรรม
6. ติดตามทรัพย์มรดก
ตรวจเอกสารและเส้นทางทรัพย์ที่สามารถตรวจสอบได้ตามกฎหมาย เช่น ที่ดิน เงินฝาก รถยนต์ หุ้น สิทธิเรียกร้อง ค่าเช่า เงินปันผล และทรัพย์ที่บุคคลอื่นครอบครองแทนกองมรดก
7. มรดกที่เป็นหุ้นหรือกิจการครอบครัว
ตรวจข้อบังคับบริษัท สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้น อำนาจกรรมการ สถานะเงินปันผล และประเมินว่าการเสียชีวิตกระทบการบริหารหรือสิทธิออกเสียงอย่างไร
8. เจรจาและทำข้อตกลงแบ่งทรัพย์
ช่วยกำหนดบัญชีทรัพย์ มูลค่าทรัพย์ ภาระหนี้ วิธีแบ่ง ค่าใช้จ่าย ภาษี และเงื่อนไขส่งมอบ เพื่อลดปัญหาว่าตกลงด้วยวาจาแล้วภายหลังไม่ปฏิบัติตาม
9. วางแผนมรดกและจัดทำพินัยกรรม
วิเคราะห์โครงสร้างทรัพย์ บุคคลที่ต้องการคุ้มครอง หนี้ ภาระครอบครัว และรูปแบบเอกสาร เพื่อให้พินัยกรรมสะท้อนเจตนาที่แท้จริงและลดโอกาสเกิดข้อพิพาท
มรดกคืออะไร
โดยหลัก เมื่อบุคคลเสียชีวิต ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดบางประเภทซึ่งไม่เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายย่อมเข้าสู่กองมรดก ตัวอย่างทรัพย์ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งของกองมรดก ได้แก่
- ที่ดิน บ้าน ห้องชุด และสิ่งปลูกสร้าง
- เงินฝากและเงินลงทุน
- รถยนต์ เรือ เครื่องจักร และของมีค่า
- หุ้นบริษัท หุ้นส่วน หรือผลประโยชน์ในกิจการ
- สิทธิเรียกร้องตามสัญญาและหนี้ที่บุคคลอื่นค้างชำระ
- ค่าเช่าหรือรายได้ที่เกิดจากทรัพย์ของผู้ตาย
- ทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิรับผลประโยชน์บางประเภท
- สินทรัพย์ดิจิทัล หากพิสูจน์ความเป็นเจ้าของและเข้าถึงได้โดยชอบ
- สิทธิในคดีหรือสิทธิเรียกร้องที่ไม่ระงับเพราะความตาย
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทรัพย์ทุกอย่างที่ปรากฏชื่อผู้ตายจะนำมาแบ่งทันที หากผู้ตายมีคู่สมรส ต้องตรวจเสียก่อนว่าทรัพย์ใดเป็นสินส่วนตัว ทรัพย์ใดเป็นสินสมรส และส่วนใดจึงเป็นของผู้ตายที่เข้าสู่กองมรดก
ในทางกลับกัน ทรัพย์บางอย่างอาจไม่มีชื่อผู้ตายแต่ผู้ตายเป็นเจ้าของประโยชน์ที่แท้จริง จึงต้องพิสูจน์จากที่มาของเงิน เอกสารการซื้อ การครอบครอง การชำระค่าใช้จ่าย และพฤติการณ์อื่น
หนี้ของผู้ตายต้องจัดการอย่างไร
กองมรดกไม่ได้มีเพียงทรัพย์ด้านบวก แต่รวมถึงหนี้ที่ไม่ระงับเพราะความตาย เช่น หนี้กู้ยืม หนี้ตามสัญญา ภาษี หรือภาระที่ผูกพันทรัพย์
ก่อนแบ่งมรดก ควรตรวจสอบและชำระหนี้กองมรดกตามลำดับที่กฎหมายกำหนด ไม่ควรรีบแบ่งหรือโอนทรัพย์ทั้งหมดโดยไม่สำรวจเจ้าหนี้ เพราะอาจทำให้เกิดคดีติดตามมาในภายหลัง
โดยหลัก ทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตนได้รับ แต่ข้อเท็จจริงอาจซับซ้อนขึ้นหากทายาทเป็นลูกหนี้ ผู้ค้ำประกัน หรือมีความรับผิดส่วนตัวตามนิติสัมพันธ์อื่นอยู่แล้ว จึงต้องแยกฐานความรับผิดแต่ละเรื่องออกจากกัน
ใครเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก
ผู้มีสิทธิรับมรดกอาจมาจากสองฐานสำคัญ คือทายาทโดยพินัยกรรมและทายาทโดยธรรม
ทายาทโดยพินัยกรรม
เป็นบุคคลหรือองค์กรที่ผู้ตายระบุให้รับทรัพย์หรือประโยชน์ตามพินัยกรรมที่มีผลสมบูรณ์ ต้องตรวจทั้งรูปแบบเอกสาร ความสามารถและเจตนาของผู้ทำพินัยกรรม รวมถึงขอบเขตของทรัพย์ที่ระบุไว้
ทายาทโดยธรรม
หากไม่มีพินัยกรรม หรือพินัยกรรมไม่ได้กำหนดทรัพย์ทั้งหมด ทรัพย์ส่วนที่เหลืออาจตกแก่ทายาทโดยธรรมตามลำดับที่กฎหมายกำหนด ซึ่งประกอบด้วยญาติหลายชั้น เช่น ผู้สืบสันดาน บิดามารดา พี่น้อง ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา รวมถึงคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย
การคำนวณส่วนแบ่งต้องดูว่ามีทายาทชั้นใดอยู่ในขณะเจ้ามรดกเสียชีวิต มีกรณีรับมรดกแทนที่หรือไม่ คู่สมรสมีสิทธิอย่างไร และต้องแยกสินสมรสก่อนหรือไม่ จึงไม่ควรคำนวณจากความเข้าใจทั่วไปเพียงอย่างเดียว
บุตรนอกสมรส บุตรบุญธรรม และบุตรที่เกิดจากความสัมพันธ์เดิม
สถานะบุตรมีผลโดยตรงต่อสิทธิรับมรดก แต่ต้องตรวจว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย มีการรับรองบุตร จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม หรือมีคำพิพากษารับรองสถานะแล้วหรือไม่
ไม่ควรตัดชื่อบุคคลใดออกจากบัญชีทายาทเพียงเพราะไม่ได้ใช้นามสกุลเดียวกันหรือไม่ได้อยู่ร่วมกับผู้ตาย ในทางกลับกัน การเลี้ยงดูเสมือนบุตรโดยไม่มีสถานะตามกฎหมายก็อาจไม่ทำให้เกิดสิทธิแบบเดียวกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องตรวจเอกสารทะเบียนและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
คู่สมรสและคู่ชีวิตมีสิทธิรับมรดกต่างกันหรือไม่
สิทธิของคู่สมรสต้องพิจารณาจากสถานะสมรสที่กฎหมายรับรองในวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต รวมทั้งพิจารณากฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น
การจัดพิธีแต่งงาน การอยู่ร่วมกัน หรือการมีบุตรร่วมกันเพียงอย่างเดียวอาจไม่ก่อสิทธิเช่นเดียวกับการมีสถานะคู่สมรสตามกฎหมาย ส่วนผู้ที่หย่าแล้วอาจไม่มีสิทธิในฐานะคู่สมรส แต่ยังอาจมีสิทธิในทรัพย์จากฐานอื่น เช่น กรรมสิทธิ์ร่วม สัญญา หรือพินัยกรรม
ผู้จัดการมรดกคือใคร
ผู้จัดการมรดกคือบุคคลที่มีอำนาจและหน้าที่รวบรวม ดูแล และจัดการกองมรดก ชำระหนี้ และแบ่งทรัพย์ให้ผู้มีสิทธิตามพินัยกรรมหรือกฎหมาย
ผู้จัดการมรดกไม่ใช่เจ้าของทรัพย์มรดกทั้งหมด และไม่สามารถถือว่าคำสั่งศาลเป็นสิทธิให้นำทรัพย์ไปใช้ส่วนตัวได้ การดำเนินการต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและทายาทตามขอบเขตอำนาจหน้าที่
จำเป็นต้องตั้งผู้จัดการมรดกทุกกรณีหรือไม่
ไม่จำเป็นทุกกรณี หากทรัพย์มีน้อย สามารถดำเนินการได้โดยผู้มีสิทธิร่วมกัน และหน่วยงานเจ้าของเรื่องยอมรับเอกสารที่มีอยู่ อาจจัดการได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งศาล
แต่ในทางปฏิบัติ มักต้องร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกเมื่อ
- ต้องถอนหรือปิดบัญชีเงินฝากของผู้ตาย
- ต้องโอนที่ดิน บ้าน หรือห้องชุด
- มีรถยนต์ หุ้น หรือทรัพย์ที่หน่วยงานต้องการคำสั่งศาล
- มีทายาทหลายคนและต้องมีผู้แทนจัดการ
- ผู้ตายไม่ได้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้
- ผู้ที่พินัยกรรมแต่งตั้งไว้เสียชีวิต ปฏิเสธ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่
- ทายาทบางคนเป็นผู้เยาว์หรืออยู่ต่างประเทศ
- มีเจ้าหนี้หรือข้อพิพาทที่ต้องมีผู้แทนกองมรดก
- การจัดการติดขัดเพราะไม่มีผู้มีอำนาจลงนาม
ทนายจะช่วยตรวจเสียก่อนว่าจำเป็นต้องร้องศาลจริงหรือไม่ เพื่อไม่ให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น
ขั้นตอนร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
ขั้นที่ 1 ตรวจเขตอำนาจศาล
โดยทั่วไปต้องพิจารณาภูมิลำเนาของเจ้ามรดกขณะเสียชีวิต หากไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย อาจต้องพิจารณาที่ตั้งของทรัพย์มรดก การยื่นผิดศาลอาจทำให้ต้องแก้ไขหรือเริ่มกระบวนการใหม่
ขั้นที่ 2 ตรวจทายาทและพินัยกรรม
จัดทำผังครอบครัว ตรวจเอกสารสมรส หย่า รับรองบุตร รับบุตรบุญธรรม การเปลี่ยนชื่อ และตรวจว่ามีทายาทคนใดเสียชีวิตก่อนหรือหลังเจ้ามรดก
ขั้นที่ 3 จัดทำบัญชีทรัพย์เบื้องต้น
ระบุทรัพย์อย่างน้อยหนึ่งรายการซึ่งจำเป็นต้องมีผู้จัดการ เช่น ที่ดิน บัญชีธนาคาร รถยนต์ หุ้น หรือสิทธิเรียกร้อง พร้อมเอกสารสนับสนุน
ขั้นที่ 4 เลือกผู้เหมาะสมเป็นผู้จัดการมรดก
พิจารณาความสามารถ ความน่าเชื่อถือ สถานที่พำนัก ผลประโยชน์ขัดกัน ความพร้อมในการทำบัญชี และความสัมพันธ์กับทายาทรายอื่น
ขั้นที่ 5 จัดทำและยื่นคำร้อง
จัดทำคำร้อง บัญชีเครือญาติ บัญชีพยาน หนังสือยินยอม และเอกสารประกอบ จากนั้นยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ
ขั้นที่ 6 ประกาศและไต่สวน
ศาลอาจกำหนดให้มีการประกาศคำร้องและนัดไต่สวน ผู้ร้องต้องนำพยานบุคคลและต้นฉบับเอกสารไปแสดง หากมีผู้คัดค้าน กระบวนการอาจเปลี่ยนเป็นคดีที่ต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์แข่งขันกัน
ขั้นที่ 7 ขอคำสั่งและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด
หลังศาลมีคำสั่ง ต้องดำเนินการขอสำเนารับรองและหนังสือรับรองตามที่หน่วยงานต่าง ๆ ต้องการ แล้วจึงนำไปจัดการทรัพย์
ขั้นที่ 8 จัดการกองมรดก
รวบรวมทรัพย์ ตรวจหนี้ จัดทำบัญชี ชำระภาระที่จำเป็น และแบ่งทรัพย์ให้ทายาทอย่างโปร่งใส การได้รับคำสั่งศาลเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของงานมรดก
เอกสารที่ควรเตรียมให้ทนายมรดก
เอกสารจริงที่ใช้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและข้อกำหนดของศาล แต่ควรเริ่มรวบรวมดังนี้
- มรณบัตรของเจ้ามรดก
- บัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้เกี่ยวข้อง
- ทะเบียนบ้านที่มีรายการจำหน่ายตาย
- ทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า หรือหลักฐานสถานะครอบครัว
- สูติบัตร หนังสือรับรองบุตร หรือทะเบียนรับบุตรบุญธรรม
- มรณบัตรของบิดามารดาและทายาทที่เสียชีวิตแล้ว
- เอกสารเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล
- ต้นฉบับพินัยกรรมและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
- โฉนดที่ดิน หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด และสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์
- สมุดบัญชีธนาคารหรือข้อมูลสถาบันการเงิน
- คู่มือจดทะเบียนรถยนต์
- ใบหุ้น สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น และเอกสารบริษัท
- หลักฐานหนี้ของผู้ตายและหนี้ที่ผู้อื่นค้างผู้ตาย
- หนังสือยินยอมของทายาท หากสามารถตกลงกันได้
- หมายศาล คำร้อง คำฟ้อง หรือเอกสารคดีที่ได้รับ
- ข้อความสนทนา อีเมล ภาพถ่าย หรือหลักฐานเกี่ยวกับข้อพิพาท
- รายการทรัพย์ที่สงสัยว่าถูกโอน ถอน หรือซ่อน
หากเอกสารไม่ครบ ไม่จำเป็นต้องรอจนครบทุกฉบับจึงปรึกษาทนาย ทนายสามารถช่วยจัดลำดับว่าเอกสารใดจำเป็นเร่งด่วนและเอกสารใดขอคัดภายหลังได้
คำร้องตั้งผู้จัดการมรดกแบบไม่มีข้อพิพาทกับแบบมีผู้คัดค้านต่างกันอย่างไร
กรณีไม่มีข้อพิพาท
ทายาททราบและยินยอม ผู้ถูกเสนอชื่อไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม เอกสารเครือญาติชัดเจน และไม่มีปัญหาเรื่องพินัยกรรม กระบวนการมักเน้นความถูกต้องของคำร้อง เอกสาร และพยานในวันไต่สวน
ประชาชนสามารถยื่นคำร้องบางกรณีผ่านระบบ e-Filing ของศาลยุติธรรมได้ แต่ยังต้องรับผิดชอบความถูกต้องของข้อมูล เขตอำนาจศาล เอกสาร และการดำเนินการภายหลังมีคำสั่ง
กรณีมีข้อพิพาท
หากมีผู้คัดค้านว่าไม่ควรตั้งบุคคลนั้น มีพินัยกรรมอีกฉบับ มีข้อโต้แย้งเรื่องสถานะทายาท หรือมีการกล่าวหาว่าทรัพย์ถูกปกปิด เรื่องจะไม่ใช่เพียงงานเอกสารอีกต่อไป แต่ต้องวางประเด็นคดี เตรียมพยาน โต้แย้งเอกสาร และประเมินผลกระทบต่อคดีแบ่งมรดกในอนาคต
คัดค้านผู้จัดการมรดกได้เมื่อใด
การไม่ชอบหน้าหรือมีความขัดแย้งส่วนตัวเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ ต้องชี้ให้ศาลเห็นเหตุที่สัมพันธ์กับความเหมาะสมหรือความเสียหายต่อกองมรดก เช่น
- ผู้ถูกเสนอชื่อเคยยักย้ายหรือปกปิดทรัพย์
- มีผลประโยชน์ขัดกับกองมรดกอย่างมีนัยสำคัญ
- ไม่เปิดเผยข้อมูลแก่ทายาท
- อ้างสิทธิเป็นเจ้าของทรัพย์ที่พิพาทกับกองมรดก
- มีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจในการบริหารเงิน
- ไม่สามารถหรือไม่พร้อมปฏิบัติหน้าที่
- มีบุคคลอื่นที่เหมาะสมและได้รับความยินยอมมากกว่า
- พินัยกรรมแต่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้อีกคนหนึ่ง
- คำร้องปกปิดทายาทหรือให้ข้อมูลสำคัญไม่ครบ
เมื่อได้รับสำเนาคำร้องหรือทราบวันนัด ควรให้ทนายตรวจโดยเร็ว เพราะการคัดค้านต้องดำเนินการตามกระบวนพิจารณาและกำหนดเวลาของศาล
ผู้จัดการมรดกไม่แบ่งทรัพย์ต้องทำอย่างไร
เริ่มจากขอข้อมูลและบัญชีอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ รายการทรัพย์ รายรับ ค่าใช้จ่าย หนี้ที่ชำระ การขายทรัพย์ และแผนแบ่งทรัพย์ หากยังไม่ดำเนินการ ควรให้ทนายตรวจคำสั่งศาล พินัยกรรม และพฤติการณ์ทั้งหมด
แนวทางทางกฎหมายอาจประกอบด้วย
- ทำหนังสือให้เปิดเผยบัญชีและส่งมอบเอกสาร
- เจรจากำหนดกรอบเวลาจัดการ
- ขอให้ศาลมีคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่
- ขอถอนหรือเปลี่ยนผู้จัดการมรดก
- ฟ้องเรียกทรัพย์หรือค่าเสียหาย
- ดำเนินคดีอาญาหากข้อเท็จจริงเข้าองค์ประกอบความผิด
ไม่ควรใช้คดีอาญาเป็นเครื่องมือต่อรองโดยไม่มีฐานข้อเท็จจริง เพราะข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์หรือส่วนแบ่งจำนวนมากเป็นคดีแพ่ง ต้องแยกให้ชัดว่าพฤติการณ์ใดเป็นเพียงความเห็นไม่ตรงกันและพฤติการณ์ใดอาจเป็นการทุจริต
พินัยกรรมแบบใดอาจมีปัญหา
พินัยกรรมมีหลายรูปแบบและแต่ละแบบมีข้อกำหนดต่างกัน ปัญหาที่พบบ่อย ได้แก่
- รูปแบบหรือจำนวนพยานไม่เป็นไปตามกฎหมาย
- ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อไม่ครบหรือมีข้อสงสัยเรื่องลายมือชื่อ
- พยานหรือผู้เขียนมีสถานะที่อาจกระทบข้อกำหนดบางส่วน
- มีการแก้ไขข้อความโดยไม่ปฏิบัติตามแบบ
- ผู้ทำพินัยกรรมไม่สามารถเข้าใจสาระสำคัญในขณะจัดทำ
- ถูกข่มขู่ หลอกลวง หรือมีผู้ชักจูงอย่างไม่ชอบ
- ทรัพย์ที่ระบุไม่ใช่ของผู้ทำพินัยกรรมทั้งหมด
- ผู้รับพินัยกรรมเสียชีวิตก่อนหรือไม่สามารถรับทรัพย์
- มีพินัยกรรมหลายฉบับและไม่ชัดว่าฉบับใดเป็นฉบับล่าสุด
- ต้นฉบับสูญหายหรือเหลือเพียงสำเนา
- ข้อความกำกวมจนไม่ทราบเจตนาที่แท้จริง
การตรวจพินัยกรรมไม่ควรดูเพียงหน้ากระดาษ ต้องตรวจเวชระเบียน พยานแวดล้อม ประวัติการลงนาม บุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ การเก็บรักษาต้นฉบับ และพฤติการณ์ก่อนกับหลังจัดทำร่วมกัน
หากสงสัยว่าพินัยกรรมปลอมควรเก็บหลักฐานอะไร
ควรรักษาต้นฉบับและหลีกเลี่ยงการเขียนหรือทำเครื่องหมายลงบนเอกสาร เก็บตัวอย่างลายมือชื่อของผู้ตายในช่วงเวลาใกล้เคียง เช่น เอกสารธนาคาร สัญญา หนังสือราชการ หรือจดหมาย รวมทั้งเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่จัดเตรียมเอกสาร พยาน และสถานที่ลงนาม
หลักฐานสำคัญอาจรวมถึง
- ต้นฉบับพินัยกรรม
- ตัวอย่างลายมือชื่อที่เชื่อถือได้
- เวชระเบียนและประวัติการรักษา
- ภาพหรือวิดีโอในช่วงจัดทำพินัยกรรม
- ข้อความสนทนาของผู้เกี่ยวข้อง
- ข้อมูลการเดินทางหรือการอยู่ในสถานที่ของพยาน
- คำให้การของแพทย์ ผู้ดูแล และบุคคลใกล้ชิด
- หลักฐานว่าใครเป็นผู้ครอบครองต้นฉบับ
- พินัยกรรมหรือร่างฉบับก่อนหน้า
ทนายอาจประเมินความจำเป็นในการใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านลายมือชื่อ แต่ความเห็นผู้เชี่ยวชาญเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานทั้งหมด
ฟ้องแบ่งมรดกเมื่อทายาทตกลงกันไม่ได้
ก่อนฟ้องควรทำบัญชีทรัพย์และกำหนดประเด็นให้ชัดว่า
- ใครเป็นทายาท
- มีพินัยกรรมหรือไม่
- ทรัพย์ใดเป็นกองมรดก
- มีหนี้หรือค่าใช้จ่ายอะไร
- แต่ละคนมีส่วนเท่าใด
- ใครครอบครองหรือรับประโยชน์จากทรัพย์
- สามารถแบ่งทรัพย์จริงได้หรือควรขายแล้วแบ่งเงิน
- มีทรัพย์ใดถูกโอนให้บุคคลภายนอกแล้วหรือไม่
คดีแบ่งมรดกอาจเกี่ยวพันกับการเพิกถอนนิติกรรม เรียกส่งมอบทรัพย์ เรียกค่าเช่าหรือผลประโยชน์ ตรวจบัญชี และตีราคาทรัพย์ การตั้งคำขอในคำฟ้องจึงต้องคิดถึงผลที่ต้องการบังคับจริง ไม่ใช่ขอเพียงคำวินิจฉัยว่าเป็นทายาท
ทรัพย์ที่ให้ไปก่อนเสียชีวิตยังเป็นมรดกหรือไม่
หากเจ้ามรดกโอนหรือให้ทรัพย์โดยสมบูรณ์ขณะมีชีวิต ทรัพย์นั้นอาจไม่อยู่ในกองมรดกเมื่อเสียชีวิต แต่ยังต้องตรวจว่า
- การโอนเกิดขึ้นจริงและสมบูรณ์หรือไม่
- ผู้โอนมีสติและเข้าใจการกระทำหรือไม่
- ถูกหลอก ข่มขู่ หรือสำคัญผิดหรือไม่
- เอกสารหรือลายมือชื่อเป็นของแท้หรือไม่
- เป็นการให้จริงหรือให้ถือแทน
- ผู้รับชำระราคาจริงหรือเป็นเพียงการอ้างซื้อขาย
- ทรัพย์เป็นสินสมรสและต้องได้รับความยินยอมหรือไม่
- มีเหตุทางกฎหมายให้เพิกถอนหรือเรียกคืนหรือไม่
การที่ทายาทเห็นว่า “ไม่ยุติธรรม” ยังไม่ทำให้การโอนเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ ต้องหาฐานกฎหมายและหลักฐานที่รองรับ
ถอนเงินจากบัญชีผู้ตายเป็นความผิดหรือไม่
ต้องตรวจว่าเงินถูกถอนเมื่อใด ใครเป็นผู้ถอน ใช้อำนาจหรือเอกสารอะไร เงินถูกนำไปใช้เพื่อค่ารักษา งานศพ ชำระหนี้ หรือประโยชน์ส่วนตัว และผู้ถอนมีสิทธิในเงินนั้นจากฐานอื่นหรือไม่
แม้จะถือบัตรเอทีเอ็ม รหัส หรือเป็นผู้รับมอบอำนาจ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำเงินหลังเจ้าของบัญชีเสียชีวิตไปใช้ส่วนตัวได้เสมอไป เพราะอำนาจบางประเภทอาจสิ้นสุดลงเมื่อผู้มอบอำนาจเสียชีวิต
ควรขอรายการเดินบัญชี เก็บข้อความ และจัดทำลำดับเวลาการถอนเงินก่อนกล่าวหา หากมีมูลจึงพิจารณาเรียกคืนเงินหรือดำเนินคดีตามฐานที่ถูกต้อง
มรดกที่ดิน บ้าน และคอนโด
คดีมรดกอสังหาริมทรัพย์มักซับซ้อนเพราะทรัพย์มีมูลค่าสูง แบ่งทางกายภาพยาก และบางคนอยู่อาศัยหรือรับค่าเช่ามานาน
ประเด็นที่ต้องตรวจ ได้แก่
- ชื่อในเอกสารสิทธิและภาระจำนอง
- สัดส่วนกรรมสิทธิ์เดิมของผู้ตาย
- สถานะสินสมรส
- ผู้ครอบครองและผู้รับค่าเช่า
- สิ่งปลูกสร้างเป็นของใคร
- ราคาประเมินและราคาตลาด
- การแบ่งแยกที่ดินทำได้ตามกฎหมายหรือไม่
- มีสัญญาเช่า สิทธิเก็บกิน หรือสิทธิอาศัยหรือไม่
- มีการโอนหลังเสียชีวิตหรือเอกสารผิดปกติหรือไม่
ทางออกอาจเป็นการแบ่งแยก ให้ทายาทคนหนึ่งรับทรัพย์และชำระส่วนต่าง ขายให้บุคคลภายนอกแล้วแบ่งเงิน หรือดำเนินการตามคำพิพากษา ทั้งนี้ต้องคำนวณค่าใช้จ่ายและภาษีประกอบด้วย
มรดกหุ้นบริษัทและกิจการครอบครัว
หุ้นและกิจการไม่ควรถูกจัดการเหมือนทรัพย์ทั่วไป เพราะความล่าช้าอาจทำให้บริษัทขาดผู้มีอำนาจ ลงมติไม่ได้ สูญเสียลูกค้า หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบริษัทโดยที่ทายาทไม่ทราบ
ทนายควรตรวจอย่างน้อย
- หนังสือรับรองและข้อบังคับบริษัท
- บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น
- จำนวนหุ้นที่ผู้ตายถือจริง
- ข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้น
- การจำนำหรือภาระเหนือหุ้น
- สิทธิรับเงินปันผล
- สถานะกรรมการและอำนาจลงนาม
- รายงานประชุมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังเสียชีวิต
- หนี้ระหว่างผู้ตายกับบริษัท
- มูลค่าหุ้นและวิธีประเมินกิจการ
การเป็นทายาทของผู้ถือหุ้นไม่ได้ทำให้เป็นกรรมการโดยอัตโนมัติ และการเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่ได้ทำให้เป็นเจ้าของกิจการทั้งหมด ต้องแยกบทบาทและสิทธิแต่ละฐานให้ชัดเจน
มรดกที่มีทายาทผู้เยาว์
สิทธิของผู้เยาว์ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ การยินยอม แบ่งทรัพย์ สละสิทธิ หรือทำธุรกรรมบางประเภทอาจต้องได้รับอนุญาตหรือดำเนินการตามขั้นตอนเพิ่มเติม
หากผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกับผู้เยาว์ เช่น ต่างฝ่ายต่างเป็นทายาทในทรัพย์เดียวกัน อาจต้องพิจารณาเรื่องผู้แทนเฉพาะคดีหรือมาตรการอื่น ไม่ควรให้ผู้เยาว์ลงนามหรือดำเนินการโดยใช้แบบเอกสารของผู้ใหญ่ทั่วไป
ทายาทอยู่ต่างประเทศทำอย่างไร
ทายาทที่อยู่ต่างประเทศอาจจัดทำหนังสือยินยอม หนังสือมอบอำนาจ หรือเอกสารอื่นจากต่างประเทศได้ แต่ต้องตรวจวิธีรับรองลายมือชื่อ การรับรองเอกสาร การแปล และข้อกำหนดของหน่วยงานผู้รับเอกสาร
หากผู้ตายหรือทรัพย์เกี่ยวข้องหลายประเทศ ต้องตรวจด้วยว่ากฎหมายประเทศใดใช้กับทรัพย์แต่ละประเภท มีคำสั่งศาลต่างประเทศหรือไม่ และคำสั่งนั้นสามารถนำมาใช้ในประเทศไทยได้เพียงใด
คดีข้ามประเทศควรวางแผนตั้งแต่ต้น เพราะการขอเอกสารย้อนหลังและการประสานหลายเขตอำนาจใช้เวลา
อายุความคดีมรดกสำคัญอย่างไร
ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับมรดกไม่ได้มีระยะเวลาเดียวกันทุกกรณี การฟ้องขอแบ่งมรดก ฟ้องตามข้อกำหนดพินัยกรรม ฟ้องเรียกทรัพย์จากผู้ครอบครอง ฟ้องเพิกถอนนิติกรรม หรือดำเนินคดีอาญา อาจใช้หลักและจุดเริ่มนับเวลาต่างกัน
อย่าตัดสินจากวันที่ผู้ตายเสียชีวิตเพียงวันเดียว ต้องตรวจด้วยว่าผู้เรียกร้องรู้ถึงการตายและสิทธิของตนเมื่อใด ทรัพย์อยู่กับใคร ครอบครองในฐานะใด และเกิดนิติกรรมที่โต้แย้งเมื่อใด
หากไม่แน่ใจ ควรนำลำดับเหตุการณ์และเอกสารให้ทนายตรวจทันที การส่งหนังสือทวงถามอย่างเดียวไม่ได้หยุดอายุความทุกประเภท
ขั้นตอนการทำงานของทีมทนายมรดก
1. รับข้อเท็จจริงและจัดลำดับเวลา
เริ่มจากวันเสียชีวิต สถานะครอบครัว พินัยกรรม รายการทรัพย์ หนี้ การโอนหรือถอนเงิน และเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดข้อพิพาท
2. ตรวจสิทธิและความเสี่ยง
วิเคราะห์ว่าใครมีสถานะเป็นทายาท ทรัพย์ใดเป็นกองมรดก มีทรัพย์ใดเสี่ยงสูญหาย และเรื่องใดมีข้อจำกัดด้านเวลา
3. กำหนดเป้าหมาย
ลูกค้าต้องการตั้งผู้จัดการมรดก รักษาทรัพย์ ขอข้อมูล เจรจาแบ่งทรัพย์ คัดค้านบุคคลอื่น หรือดำเนินคดีเต็มรูปแบบ เป้าหมายที่ต่างกันต้องใช้ยุทธศาสตร์ต่างกัน
4. วางแผนหลักฐาน
ระบุเอกสาร พยานบุคคล ข้อมูลทางการเงิน เวชระเบียน เอกสารบริษัท และหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ที่จำเป็น
5. เลือกแนวทางที่เหมาะสม
อาจเริ่มจากหนังสือ เจรจา ไกล่เกลี่ย ยื่นคำร้อง หรือฟ้องคดี หากทรัพย์มีความเสี่ยง อาจต้องพิจารณามาตรการคุ้มครองก่อนพิพากษาตามเงื่อนไขกฎหมาย
6. รายงานความคืบหน้า
ลูกค้าควรทราบว่างานอยู่ขั้นใด ต้องเตรียมอะไรเพิ่ม มีนัดเมื่อใด และมีทางเลือกอะไรเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน
ค่าทนายมรดกคิดอย่างไร
ค่าบริการขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ไม่ควรประเมินจากคำว่า “คดีมรดก” เพียงอย่างเดียว ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- เป็นคำร้องที่ไม่มีผู้คัดค้านหรือคดีพิพาท
- จำนวนทายาทและความซับซ้อนของเครือญาติ
- จำนวนและประเภททรัพย์
- มีพินัยกรรมกี่ฉบับ
- มีทรัพย์หรือทายาทต่างประเทศหรือไม่
- ต้องตรวจบัญชี หุ้นบริษัท หรือเส้นทางการเงินหรือไม่
- จำนวนประเด็นและพยาน
- ศาลที่มีเขตอำนาจและการเดินทาง
- ต้องขอมาตรการเร่งด่วนหรือไม่
- ขอบเขตงานรวมการเจรจา อุทธรณ์ หรือบังคับคดีหรือไม่
ก่อนว่าจ้างควรขอให้ระบุขอบเขตงาน ค่าทนาย ค่าเดินทาง ค่าธรรมเนียมศาล ค่าเอกสาร และค่าใช้จ่ายของผู้เชี่ยวชาญแยกให้ชัด
เลือกทนายมรดกอย่างไร
ควรเลือกจากความสามารถในการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและอธิบายทางเลือก ไม่ใช่เลือกจากคำโฆษณาว่า “ชนะทุกคดี” เพราะไม่มีทนายคนใดรับประกันผลคดีได้
คำถามที่ควรถามก่อนว่าจ้าง ได้แก่
- คดีนี้มีประเด็นหลักอะไร
- จุดแข็งและความเสี่ยงคืออะไร
- ต้องเก็บหลักฐานอะไรทันที
- มีโอกาสเจรจาก่อนฟ้องหรือไม่
- ใครเป็นผู้รับผิดชอบสำนวน
- ขอบเขตค่าบริการครอบคลุมอะไร
- จะรายงานความคืบหน้าอย่างไร
- หากมีคดีต่อเนื่องต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอย่างไร
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับทนายมรดก
- ตั้งผู้จัดการมรดกเองได้หรือไม่
กรณีไม่มีผู้คัดค้านและข้อเท็จจริงไม่ซับซ้อน ประชาชนอาจดำเนินการเองได้ รวมถึงใช้ช่องทาง e-Filing ในกรณีที่ศาลยุติธรรมกำหนด แต่หากมีพินัยกรรมหลายฉบับ ทายาทไม่ยินยอม มีผู้เยาว์ หรือมีข้อพิพาทเรื่องทรัพย์ ควรให้ทนายตรวจตั้งแต่ต้น
ไม่มีพินัยกรรมยังรับมรดกได้หรือไม่
ได้ ทรัพย์จะพิจารณาตามสิทธิของทายาทโดยธรรมและคู่สมรสตามกฎหมาย แต่ต้องตรวจลำดับทายาทและข้อเท็จจริงของครอบครัว
พินัยกรรมทำให้ทายาทโดยธรรมหมดสิทธิทั้งหมดหรือไม่
ขึ้นอยู่กับว่าพินัยกรรมสมบูรณ์หรือไม่ ครอบคลุมทรัพย์ใด และมีข้อกำหนดอย่างไร ทรัพย์ที่ไม่ได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรมอาจต้องจัดสรรตามกฎหมาย
คนดูแลผู้ตายจนวาระสุดท้ายได้มรดกมากกว่าคนอื่นหรือไม่
การดูแลไม่ได้เพิ่มส่วนมรดกโดยอัตโนมัติ แต่อาจมีสิทธิจากพินัยกรรม สัญญา กรรมสิทธิ์ร่วม หรือสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายตามข้อเท็จจริง
ทายาทคนหนึ่งนำโฉนดไปเก็บไว้ เท่ากับเป็นเจ้าของหรือไม่
ไม่ใช่ การครอบครองเอกสารสิทธิไม่ได้ทำให้ได้กรรมสิทธิ์ทั้งหมด แต่ควรตรวจและป้องกันการนำเอกสารไปใช้โดยไม่ชอบ
ทายาทไม่ยอมเซ็นยินยอม ตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่
อาจยื่นคำร้องต่อศาลได้ แต่ต้องแจ้งผู้เกี่ยวข้องและพิสูจน์เหตุที่ต้องมีผู้จัดการมรดก หากมีผู้คัดค้าน ศาลจะพิจารณาพยานหลักฐานของทุกฝ่าย
ผู้จัดการมรดกขายทรัพย์ได้หรือไม่
ต้องดูขอบเขตอำนาจ เหตุผล ความจำเป็น และประโยชน์ของกองมรดก การมีตำแหน่งผู้จัดการมรดกไม่ได้ให้อำนาจขายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หากการขายไม่โปร่งใสอาจถูกตรวจสอบและโต้แย้งได้
ผู้จัดการมรดกเป็นทายาทได้หรือไม่
ได้ หากมีคุณสมบัติตามกฎหมายและศาลเห็นว่าเหมาะสม แต่ต้องแยกหน้าที่ในฐานะผู้จัดการออกจากผลประโยชน์ส่วนตัวในฐานะทายาท
มีผู้จัดการมรดกหลายคนได้หรือไม่
อาจมีได้ แต่ต้องตรวจคำสั่งศาลหรือพินัยกรรมว่ากำหนดวิธีใช้อำนาจอย่างไร การมีหลายคนอาจช่วยถ่วงดุล แต่หากความสัมพันธ์ไม่ดีอาจทำให้งานหยุดชะงัก
ทายาทสละมรดกได้หรือไม่
กฎหมายกำหนดรูปแบบและผลของการสละมรดกไว้เฉพาะ ไม่ควรเขียนหนังสือกันเองโดยไม่ตรวจผลต่อผู้สืบสันดาน เจ้าหนี้ และทายาทรายอื่น
ถูกตัดชื่อออกจากคำร้องควรทำอย่างไร
รวบรวมเอกสารพิสูจน์ความสัมพันธ์ ขอสำเนาคำร้องและหมายศาล แล้วให้ทนายตรวจโดยเร็ว เพื่อพิจารณาคัดค้าน ขอเข้าเป็นคู่ความ หรือใช้สิทธิตามกระบวนการที่เหมาะสม
ใช้เวลานานเท่าใด
คำร้องที่ไม่มีผู้คัดค้านมักใช้เวลาน้อยกว่าคดีพิพาท แต่ระยะเวลาจริงขึ้นอยู่กับศาล การประกาศ ความครบถ้วนของเอกสาร จำนวนพยาน และการคัดค้าน ไม่ควรเชื่อคำรับรองระยะเวลาตายตัวก่อนตรวจสำนวน
จ้างทนายแล้วรับประกันว่าจะชนะหรือไม่
ไม่สามารถรับประกันผลได้ ศาลตัดสินจากกฎหมายและพยานหลักฐาน หน้าที่ของทนายคือวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา วางแผนคดี รักษากำหนดเวลา และนำเสนอข้อเท็จจริงให้มีประสิทธิภาพที่สุด
ก่อนโทรหาทนายมรดก ควรสรุปข้อมูลอะไร
เพื่อให้ประเมินเรื่องได้รวดเร็ว ควรเตรียมข้อมูลสั้น ๆ ดังนี้
- ผู้ตายเสียชีวิตเมื่อใดและมีภูมิลำเนาที่ใด
- มีพินัยกรรมหรือไม่ ใครถือต้นฉบับ
- มีคู่สมรส บุตร บิดามารดา หรือญาติใดบ้าง
- ทรัพย์สำคัญมีอะไรและใครครอบครอง
- มีหนี้หรือเจ้าหนี้หรือไม่
- มีการถอน โอน หรือขายทรัพย์เมื่อใด
- เคยตั้งผู้จัดการมรดกแล้วหรือยัง
- มีหมายศาลหรือวันนัดหรือไม่
- ต้องการผลลัพธ์อะไร
- เรื่องใดเร่งด่วนที่สุด
ปรึกษาทนายมรดก บริษัท เอสแอลเอส (2017) จำกัด
คดีมรดกที่จัดการอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นสามารถลดทั้งความเสียหายและความขัดแย้งในครอบครัวได้ สิ่งสำคัญคือทราบว่าใครมีสิทธิ ทรัพย์ใดอยู่ในกองมรดก ใครมีอำนาจจัดการ และหลักฐานใดต้องรักษาไว้ก่อนจะสูญหาย
ไม่ว่าคุณกำลังต้องการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ถูกคัดค้าน ต้องการฟ้องแบ่งมรดก สงสัยพินัยกรรม พบการถอนเงิน หรือมีทรัพย์เป็นที่ดิน หุ้นบริษัท และทรัพย์ต่างประเทศ สามารถส่งข้อมูลเบื้องต้นและเอกสารให้ทีมงานประเมินแนวทางได้
โทรศัพท์: 099-096-4440
โทรศัพท์: 063-995-3361
โทรศัพท์: 02-103-1961
โทรศัพท์: 02-000-4270
LINE Official: @sls2017
เว็บไซต์: www.lawyerthailand.biz
เมื่อส่งข้อความทาง LINE กรุณาระบุว่า “ปรึกษาทนายมรดก” พร้อมแจ้งจังหวัดที่ผู้ตายมีภูมิลำเนา วันที่เสียชีวิต รายการทรัพย์โดยย่อ และถ่ายภาพหมายศาลหรือพินัยกรรมที่เกี่ยวข้อง ทีมงานจะสามารถคัดกรองประเด็นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร กฎหมายที่ใช้บังคับ และดุลพินิจของศาล
