ทนายความบริษัท เอสแอลเอส (2017) จำกัด ติดต่อโทร: 099-096-4440, 063-995-3361, 02-103-1961, 02-000-4270 ไลน์: @sls2017
ทนายความบริษัท เอสแอลเอส (2017) จำกัด ติดต่อ: 099-096-4440, 063-995-3361, 02-103-1961, 02-000-4270 ไลน์: @sls2017
ทนายความบริษัท เอสแอลเอส (2017) จำกัด ที่ปรึกษากฎหมายและรับว่าความอย่างเป็นระบบ
เมื่อปัญหากฎหมายเริ่มกระทบเสรีภาพ ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ครอบครัว หรือกิจการ สิ่งที่ผู้มีปัญหาต้องการไม่ใช่เพียงคำตอบว่า “กฎหมายเขียนไว้อย่างไร” แต่ต้องการทนายความที่สามารถตรวจข้อเท็จจริง วิเคราะห์พยานหลักฐาน ประเมินความเสี่ยง และเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมากให้กลายเป็นแผนดำเนินคดีที่ชัดเจน
ทนายความบริษัท เอสแอลเอส (2017) จำกัด ให้บริการด้านกฎหมายแก่บุคคลทั่วไป ผู้บริหาร เจ้าของกิจการ ผู้ถือหุ้น บริษัท นักลงทุน ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย โจทก์ ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และชาวต่างชาติ ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา การตรวจเอกสาร การเจรจา การจัดทำสัญญา การดำเนินการชั้นตำรวจและพนักงานสอบสวน การประสานเรื่องขอปล่อยชั่วคราว ตลอดจนการว่าความในศาลตามขอบเขตที่ตกลงว่าจ้าง
เราตระหนักว่าคดีแต่ละคดีมีผลกระทบต่อชีวิตไม่เท่ากัน บางคดีเกี่ยวข้องกับอิสรภาพ บางคดีเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินจำนวนมาก บางคดีอาจกระทบใบอนุญาตประกอบกิจการ ความสัมพันธ์ของผู้ถือหุ้น หรือชื่อเสียงที่สะสมมานาน การวิเคราะห์จึงต้องพิจารณาผลกระทบทั้งทางกฎหมาย ธุรกิจ และชีวิตจริงควบคู่กัน
หากท่านมีหมายเรียก ถูกแจ้งความ ถูกฟ้อง ต้องการฟ้องคดี มีข้อพิพาททางธุรกิจ ถูกประเมินภาษีย้อนหลัง หรือกำลังตัดสินใจดำเนินการทางกฎหมาย สามารถติดต่อเพื่อนัดหมายและส่งข้อมูลเบื้องต้นได้
บริษัท เอสแอลเอส (2017) จำกัด
โทรศัพท์: 099-096-4440
โทรศัพท์: 063-995-3361
โทรศัพท์: 02-103-1961
โทรศัพท์: 02-000-4270
LINE Official: @sls2017
เว็บไซต์: www.lawyerthailand.biz
หากคดีของคุณกำลังเร่งด่วน ควรเริ่มต้นอย่างไร
เหตุการณ์ทางกฎหมายบางประเภทไม่ควรรอ เช่น ได้รับหมายเรียก ถูกจับ ถูกควบคุมตัว ใกล้ครบกำหนดยื่นคำให้การ ใกล้หมดอายุความ มีความเสี่ยงที่หลักฐานจะถูกลบ หรือคู่กรณีกำลังจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สิน
หากกำลังเผชิญเหตุการณ์ดังกล่าว ควรเตรียมข้อมูลสำคัญก่อนติดต่อทนาย ได้แก่
- ชื่อ–นามสกุลของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
- ท่านอยู่ในฐานะผู้เสียหาย ผู้กล่าวหา พยาน ผู้ต้องหา จำเลย โจทก์ เจ้าหนี้ หรือลูกหนี้
- เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใดและที่ใด
- คดีอยู่ที่สถานีตำรวจ หน่วยงาน อัยการ หรือศาลใด
- มีหมายเรียก หมายจับ คำฟ้อง หรือคำสั่งอะไรแล้วหรือไม่
- วันนัดหรือกำหนดเวลาที่ใกล้ที่สุดคือวันใด
- มีเอกสารหรือหลักฐานประเภทใดอยู่ในมือ
- บุคคลที่เกี่ยวข้องถูกควบคุมตัวอยู่ที่ใด
- มีข้อกังวลเร่งด่วนเรื่องการประกันตัว ทรัพย์สิน หรือการเดินทางหรือไม่
ในช่วงแรก ไม่ควรลบข้อความ ทำลายเอกสาร ติดต่อกดดันพยาน หรือโพสต์ข้อเท็จจริงของคดีผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพราะการกระทำดังกล่าวอาจสร้างหลักฐานใหม่ ทำให้เกิดข้อพิพาทเพิ่มเติม หรือกระทบความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานเดิม
ทนายความบริษัท เอสแอลเอส (2017) จำกัด ให้บริการอะไรบ้าง
บริษัทให้บริการด้านกฎหมายและการดำเนินคดีหลายประเภท โดยการรับงานแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เขตอำนาจ กำหนดเวลา ความพร้อมของทีม และการตรวจสอบความขัดกันแห่งผลประโยชน์ก่อนรับคดี
บริการหลักประกอบด้วย
- ปรึกษากฎหมายและวิเคราะห์คดี
- ตรวจหมายเรียก หมายจับ คำฟ้อง และคำสั่ง
- วางแผนคดีก่อนให้ถ้อยคำหรือยื่นคำให้การ
- ร่างหนังสือบอกกล่าวและหนังสือทวงถาม
- ร่างและตรวจสอบสัญญา
- เจรจาระงับข้อพิพาท
ดำเนินการชั้นสอบสวน
- วางแผนและจัดเตรียมเอกสารขอปล่อยชั่วคราว
- ฟ้องคดีและต่อสู้คดี
- ตรวจและจัดระบบพยานหลักฐาน
- เตรียมพยานบุคคลและพยานเอกสาร
- ว่าความในศาลตามขอบเขตที่ได้รับมอบหมาย
- พิจารณาแนวทางอุทธรณ์หรือฎีกาตามเงื่อนไขกฎหมาย
- บังคับคดี ยึดทรัพย์ และอายัดสิทธิเรียกร้อง
- ให้บริการที่ปรึกษากฎหมายแก่บริษัทและผู้ประกอบการ
ทนายคดีอาญา—คดีที่ต้องวางแผนตั้งแต่ชั้นสอบสวน
คดีอาญาอาจกระทบเสรีภาพ ประวัติ ชื่อเสียง อาชีพ การเดินทาง และครอบครัว การวางแผนจึงควรเริ่มตั้งแต่ทราบว่าจะถูกกล่าวหา ได้รับหมายเรียก หรือพบว่ามีการรวบรวมหลักฐานที่อาจเกี่ยวข้องกับตน
ทนายคดีอาญาของบริษัทรับพิจารณาคดี เช่น
- คดีฉ้อโกง
- คดียักยอกทรัพย์
- คดีฉ้อโกงประชาชน
- คดีแชร์ลูกโซ่
- คดีหลอกลวงการลงทุน
- คดีลักทรัพย์และรับของโจร
- คดีปลอมและใช้เอกสารปลอม
- คดีกรรมการหรือพนักงานนำทรัพย์สินบริษัทไปใช้
- คดีเช็ค
- คดีหมิ่นประมาท
- คดีตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์
- คดีทำร้ายร่างกาย
- คดีบุกรุก
- คดีข่มขู่หรือกรรโชก
- คดีเกี่ยวกับทรัพย์
- คดีอุบัติเหตุและการกระทำโดยประมาท
- คดีฟอกเงินและอายัดทรัพย์
- คดีอาญาทางเศรษฐกิจ
- คดีเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ
- คดีของผู้บริหารและกรรมการบริษัท
- คดีชาวต่างชาติถูกกล่าวหาในประเทศไทย
การต่อสู้คดีอาญาที่มีคุณภาพไม่ใช่เพียงการให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่ต้องตรวจว่าโจทก์หรือผู้กล่าวหามีพยานอะไร พยานแต่ละชิ้นได้มาอย่างไร เชื่อมโยงถึงตัวผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ และครบองค์ประกอบความผิดทุกประการหรือไม่
ประเด็นที่ควรตรวจสอบอาจประกอบด้วย
- การกระทำเกิดขึ้นจริงหรือไม่
- ใครเป็นผู้กระทำ
- ผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
- เป็นความผิดอาญาหรือเป็นเพียงข้อพิพาททางแพ่ง
- พยานบุคคลมีเหตุโกรธเคืองหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องหรือไม่
- เอกสารมีต้นฉบับและที่มาที่ตรวจสอบได้หรือไม่
- ข้อความดิจิทัลครบถ้วนหรือถูกเลือกมาเฉพาะบางส่วน
- เส้นทางการเงินสัมพันธ์กับข้อกล่าวหาอย่างไร
- การค้น จับ ยึด หรือสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
- มีพยานฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาหรือพยานแวดล้อมใดสนับสนุน
- มีเหตุบรรเทา ความเสียหาย หรือทางออกทางกฎหมายอย่างไร
ในกรณีผู้เสียหาย ทนายควรช่วยจำแนกให้ชัดว่าควรร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ฟ้องคดีโดยตรง ดำเนินคดีแพ่งควบคู่กัน หรือเริ่มจากการรวบรวมหลักฐานและส่งหนังสือทางกฎหมายก่อน
ได้รับหมายเรียกจากตำรวจ ควรพบทนายเมื่อใด
เมื่อได้รับหมายเรียก ไม่ควรเพิกเฉย และไม่ควรรีบไปให้ถ้อยคำโดยยังไม่ทราบว่าตนถูกเรียกในฐานะใด
สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
- ชื่อหน่วยงานและสถานีตำรวจ
- ชื่อพนักงานสอบสวน
- เลขคดีหรือเลขรับคำร้องทุกข์
- ฐานะของผู้ถูกเรียก
- ข้อกล่าวหาหรือเรื่องที่ต้องการสอบถาม
- วันที่ออกหมายและวันนัด
- เอกสารที่ถูกขอให้นำไป
- ความถูกต้องของชื่อและรายละเอียดในหมาย
หากถูกเรียกในฐานะผู้ต้องหา การให้ถ้อยคำอาจมีผลต่อรูปคดีในภายหลัง จึงควรตรวจหลักฐานและวางแนวทางก่อน ไม่ควรคาดเดาคำตอบหรือให้ข้อมูลที่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นความจริง
หากไม่สามารถไปตามวันนัด ควรให้ทนายช่วยตรวจสอบเหตุและประสานอย่างเหมาะสม ไม่ควรหลบเลี่ยงโดยไม่แจ้ง เพราะอาจทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น
ถูกจับหรือถูกควบคุมตัว ญาติควรทำอย่างไร
ญาติควรรีบตรวจสอบสถานที่ควบคุมตัว ข้อกล่าวหา ชื่อพนักงานสอบสวน และเวลาที่บุคคลดังกล่าวถูกจับ พร้อมเตรียมเอกสารประจำตัวและข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ งาน ครอบครัว โรคประจำตัว และเหตุที่แสดงว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี
การขอปล่อยชั่วคราวไม่ได้ขึ้นอยู่กับมูลค่าหลักประกันเพียงอย่างเดียว หน่วยงานหรือศาลอาจพิจารณาความหนักเบาของข้อหา พฤติการณ์แห่งคดี ความเสี่ยงหลบหนี การยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และความเสี่ยงที่จะก่อเหตุอันตรายอื่น
เอกสารประกอบคำร้องจึงควรตอบข้อกังวลเหล่านี้อย่างตรงประเด็น เช่น
-
ที่อยู่และอาชีพที่ตรวจสอบได้ - ภาระครอบครัว
- ประวัติการมาตามนัด
- การไม่มีพฤติการณ์หลบหนี
- เงื่อนไขควบคุมความเสี่ยง
- บุคคลรับรอง
- เอกสารทางการแพทย์ หากเกี่ยวข้อง
- ความจำเป็นด้านการงานหรือการดูแลบุคคลในครอบครัว
- แผนไม่ติดต่อพยานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีทนายคนใดควรรับรองล่วงหน้าว่าจะได้รับการประกันตัว เพราะผลขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และดุลพินิจของผู้มีอำนาจพิจารณา
ทนายคดีฉ้อโกง ยักยอก และข้อพิพาททางการเงิน
คดีฉ้อโกงและยักยอกเป็นคดีที่มักถูกเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะเกี่ยวข้องกับการผิดสัญญา การรับเงิน การใช้ทรัพย์สิน และความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
คดีฉ้อโกงต้องพิจารณาว่า ผู้ถูกกล่าวหาใช้ข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอก และมีเจตนาหลอกลวงตั้งแต่ขณะได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือไม่ หากเป็นเพียงการไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาภายหลังโดยไม่มีเจตนาหลอกตั้งแต่ต้น เรื่องอาจเป็นข้อพิพาททางแพ่ง
ส่วนคดียักยอกต้องพิจารณาว่า ผู้ถูกกล่าวหาครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ และมีพฤติการณ์เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลอื่นโดยทุจริตหรือไม่
หลักฐานสำคัญอาจประกอบด้วย
- สัญญา
- รายการเดินบัญชี
- สลิปโอนเงิน
- ใบเสร็จและใบส่งของ
- หนังสือรับสภาพหนี้
- ข้อความสนทนา
- อีเมล
- บันทึกการประชุม
- เอกสารทางบัญชี
- หนังสือรับรองบริษัท
- อำนาจของกรรมการ
- หลักฐานการเบิกและการใช้เงิน
- คำโฆษณาหรือคำชักชวนก่อนลงทุน
หากต้องการเงินหรือทรัพย์สินคืน ต้องวางแผนด้านแพ่งและการบังคับคดีควบคู่กับประเด็นอาญา เพราะการดำเนินคดีอาญาไม่ได้ทำให้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนโดยอัตโนมัติในทุกกรณี
ทนายคดีฟอกเงินและอายัดทรัพย์
คดีฟอกเงินอาจเกิดขึ้นควบคู่กับคดีมูลฐาน เช่น ฉ้อโกง ยักยอก ทุจริต หรือความผิดทางเศรษฐกิจ และอาจมีมาตรการเกี่ยวกับทรัพย์สินแยกจากคดีอาญาหลัก
เมื่อลูกความได้รับหนังสือเรียก ถูกตรวจสอบธุรกรรม หรือถูกอายัดทรัพย์ ควรรวบรวมหลักฐานแหล่งที่มาของเงินและทรัพย์สินให้ครบ เช่น
- รายได้จากธุรกิจหรือการทำงาน
- สัญญาซื้อขาย
- สัญญากู้ยืม
- รายการเดินบัญชี
- เอกสารทางภาษี
- เอกสารบริษัท
- มติหรือรายงานประชุม
- หลักฐานการลงทุน
- หลักฐานการรับมรดกหรือให้โดยเสน่หา
- ความสัมพันธ์ระหว่างผู้โอนและผู้รับเงิน
- วัตถุประสงค์ของแต่ละธุรกรรม
การอธิบายเพียงว่า “ไม่ทราบว่าเงินเกี่ยวข้องกับความผิด” อาจไม่เพียงพอ หากไม่มีเอกสารสนับสนุน การจัดทำเส้นทางการเงินและลำดับเหตุการณ์จึงเป็นหัวใจสำคัญของคดีประเภทนี้
ทนายคดีแพ่งและพาณิชย์
คดีแพ่งอาจเกี่ยวข้องกับเงิน ทรัพย์สิน สัญญา สิทธิครอบครอง การผิดนัด และค่าเสียหาย บริษัทรับพิจารณางาน เช่น
- ฟ้องเรียกชำระหนี้
- ต่อสู้คดีหนี้
- ผิดสัญญาซื้อขาย
- ผิดสัญญาจ้าง
- สัญญากู้ยืมเงิน
- ข้อพิพาทผู้รับเหมา
- เรียกค่าเสียหายจากการละเมิด
- ข้อพิพาทนายหน้า
- ฟ้องขับไล่
- ข้อพิพาทการเช่า
- คดีผู้บริโภค
- คดีประกันภัย
- คดีอุบัติเหตุ
- คดีหุ้นส่วน
- คดีบังคับคดี ยึดทรัพย์ และอายัดสิทธิเรียกร้อง
ก่อนฟ้องคดีควรประเมินมากกว่าว่า “มีสิทธิฟ้องหรือไม่” แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า
- ฟ้องใคร
- ต้องฟ้องศาลใด
- อายุความเหลือเท่าใด
- มีเอกสารพิสูจน์หนี้หรือความเสียหายเพียงพอหรือไม่
- ต้องบอกกล่าวก่อนฟ้องหรือไม่
- คู่กรณีมีข้อโต้แย้งอะไร
- ลูกหนี้มีทรัพย์สินให้บังคับคดีหรือไม่
- ค่าใช้จ่ายและเวลาเหมาะสมกับมูลค่าข้อพิพาทหรือไม่
- มีโอกาสเจรจาหรือไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องหรือไม่
การชนะคดีแต่ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้อาจไม่ตอบเป้าหมายของลูกความ ดังนั้นแผนคดีควรคำนึงถึงการบังคับคดีตั้งแต่ก่อนฟ้อง
ทนายคดีธุรกิจ บริษัท ผู้ถือหุ้น และกรรมการ
ข้อพิพาททางธุรกิจมักมีหลายมิติพร้อมกัน เช่น สัญญา บริษัท อาญา ภาษี บัญชี และแรงงาน การวิเคราะห์เพียงด้านใดด้านหนึ่งอาจทำให้มองข้ามความเสี่ยงสำคัญ
บริการด้านกฎหมายธุรกิจ ได้แก่
- ข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้น
- ข้อพิพาทระหว่างกรรมการ
- การใช้เงินหรือทรัพย์สินบริษัท
- กรรมการทำรายการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
- การโอนหรือจำหน่ายทรัพย์สินสำคัญ
- การเรียกประชุมผู้ถือหุ้น
- การคัดค้านมติที่ประชุม
- การตรวจสอบอำนาจกรรมการ
- การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกรรมการ
- การผิดสัญญาร่วมลงทุน
- การซื้อขายหุ้น
- การตรวจสอบสัญญาระหว่างบริษัท
- การติดตามหนี้การค้า
- การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้
- คดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
- คดีปลอมเอกสารบริษัท
- คดีความลับทางการค้า
- คดีคู่ค้าและผู้รับเหมา
กรณีกรรมการนำเงินบริษัทไปใช้ ต้องแยกให้ชัดว่าเป็นการเบิกเพื่อกิจการ เป็นเงินทดรอง เป็นเงินกู้ยืม เป็นค่าตอบแทน หรือเป็นการนำเงินไปใช้ส่วนตัวโดยไม่มีสิทธิ พร้อมตรวจสอบอำนาจกรรมการ ข้อบังคับ มติที่ประชุม เอกสารทางบัญชี ภาษี และประโยชน์ที่บริษัทได้รับ
การที่กรรมการมีอำนาจลงนามไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำทรัพย์สินบริษัทไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวได้โดยไม่ต้องรับผิด การวิเคราะห์ต้องพิจารณาหน้าที่ของกรรมการต่อบริษัทและผู้ถือหุ้น ตลอดจนพฤติการณ์ของธุรกรรมแต่ละรายการ
ทนายภาษีและคดีสรรพากร
คดีภาษีมักมีทั้งประเด็นข้อเท็จจริง เอกสารบัญชี และการตีความกฎหมาย ผู้ประกอบการที่ได้รับหมายเรียก หนังสือเชิญพบ หรือหนังสือแจ้งการประเมินควรตรวจสอบกำหนดเวลาการคัดค้านหรืออุทธรณ์โดยเร็ว
บริการด้านภาษี ได้แก่
- ให้คำปรึกษากรณีถูกตรวจภาษี
- ตรวจหนังสือแจ้งการประเมิน
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
- ใบกำกับภาษี
- ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับใบกำกับภาษีที่ไม่ชอบ
- อุทธรณ์การประเมินภาษี
- คดีในศาลภาษีอากร
- ความรับผิดทางอาญาที่เกี่ยวกับภาษี
- ความรับผิดของกรรมการบริษัท
- การจัดเตรียมเอกสารชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่
เอกสารที่ควรเตรียม ได้แก่ งบการเงิน แบบแสดงรายการภาษี รายงานภาษีซื้อ–ขาย ใบกำกับภาษี สัญญา หลักฐานชำระเงิน รายการเดินบัญชี เอกสารส่งมอบสินค้า และการติดต่อกับคู่ค้า
การชี้แจงคดีภาษีไม่ควรอาศัยเพียงคำอธิบายปากเปล่า แต่ควรจัดระบบเอกสารให้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างธุรกรรม สินค้าหรือบริการ การชำระเงิน และการบันทึกบัญชีได้อย่างตรวจสอบย้อนกลับ
ทนายคดีครอบครัวและหย่า
คดีครอบครัวเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ ทรัพย์สิน บุตร และข้อมูลส่วนตัว การดำเนินคดีจึงควรคำนึงถึงผลกระทบระยะยาว ไม่ใช่มุ่งเอาชนะโดยไม่พิจารณาความเสียหายต่อสมาชิกครอบครัว
บริการครอบคลุม
- ฟ้องหย่า
- จดทะเบียนหย่าโดยความยินยอม
- แบ่งสินสมรส
- เรียกค่าทดแทนตามเงื่อนไขกฎหมาย
- ขออำนาจปกครองบุตร
- เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
- รับรองบุตร
- ข้อตกลงเกี่ยวกับบุตรและทรัพย์สิน
- คดีครอบครัวระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติ
- ตรวจสอบทรัพย์สินในประเทศไทย
- ประสานเอกสารจากต่างประเทศ
หลักฐานอาจประกอบด้วยทะเบียนสมรส สูติบัตร เอกสารทรัพย์สิน รายการเดินบัญชี หลักฐานรายได้ ค่าใช้จ่ายของบุตร การสนทนา ภาพถ่าย และพยานที่ทราบข้อเท็จจริง
ทนายคดีมรดกและผู้จัดการมรดก
บริการคดีมรดกประกอบด้วย
- ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
- คัดค้านผู้จัดการมรดก
- ถอนหรือเปลี่ยนผู้จัดการมรดก
- ฟ้องแบ่งทรัพย์มรดก
- เรียกทรัพย์มรดกคืน
- ตรวจสอบความสมบูรณ์ของพินัยกรรม
- จัดทำพินัยกรรม
- จัดการหนี้ของกองมรดก
- โอนที่ดิน ห้องชุด หุ้น และเงินฝาก
- มรดกที่มีทายาทหรือทรัพย์สินในต่างประเทศ
ก่อนเริ่มดำเนินการควรรวบรวมมรณบัตร ทะเบียนบ้าน เอกสารแสดงความสัมพันธ์ พินัยกรรม รายการทรัพย์สิน หนี้สิน เอกสารสิทธิ และรายชื่อทายาทให้ครบถ้วน
ทนายคดีแรงงาน สำหรับนายจ้างและลูกจ้าง
บริการด้านแรงงาน ได้แก่
- ตรวจสัญญาจ้าง
- ตรวจข้อบังคับการทำงาน
- ให้คำปรึกษาก่อนออกหนังสือเตือน
- ให้คำปรึกษาก่อนเลิกจ้าง
- คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
- เรียกค่าชดเชย
- เรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
- เรียกค่าจ้างและค่าล่วงเวลา
- ข้อพิพาทโบนัสหรือค่าคอมมิชชัน
- ข้อพิพาทความลับทางการค้า
- ข้อตกลงห้ามแข่งขัน
- เจรจาระงับข้อพิพาท
- ดำเนินคดีในศาลแรงงานที่มีเขตอำนาจ
นายจ้างไม่ควรออกหนังสือเลิกจ้างโดยไม่ตรวจข้อเท็จจริงและเอกสาร ส่วนลูกจ้างควรเก็บสัญญาจ้าง สลิปเงินเดือน ตารางทำงาน หนังสือเตือน หนังสือเลิกจ้าง และข้อความที่เกี่ยวข้องไว้เป็นหลักฐาน
ทนายคดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์
ข้อพิพาทที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าสูง และอาจเกี่ยวข้องกับเอกสารสิทธิหลายประเภท บริษัทรับพิจารณางาน เช่น
- ตรวจสัญญาจะซื้อจะขาย
- ข้อพิพาทเงินมัดจำ
- ฟ้องบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์
- ฟ้องขับไล่
- เรียกค่าเช่า
- ข้อพิพาทแนวเขต
- การรุกล้ำ
- ทางจำเป็น
- ภาระจำยอม
- ครอบครองปรปักษ์
- เพิกถอนนิติกรรม
- ที่ดินมรดก
- กรรมสิทธิ์รวม
- ข้อพิพาทบ้านและคอนโด
- ข้อพิพาทกับผู้พัฒนาโครงการ
ก่อนซื้อหรือรับโอนทรัพย์สินควรตรวจเอกสารสิทธิ ภาระจำนอง ภาระจำยอม ข้อจำกัดการใช้ประโยชน์ คู่สัญญา อำนาจลงนาม และเงื่อนไขการชำระเงิน ไม่ควรอาศัยเพียงสำเนาโฉนดหรือคำรับรองของนายหน้า
ทนายชาวต่างชาติและคดีที่มีเอกสารต่างประเทศ
คดีของชาวต่างชาติอาจมีประเด็นภาษา วีซ่า หนังสือมอบอำนาจ การรับรองเอกสาร และผลกระทบต่อการเดินทาง
ผู้รับบริการควรเตรียม
- หนังสือเดินทาง
- เอกสารวีซ่า
- ที่อยู่ในประเทศไทย
- หมายหรือเอกสารคดี
- สัญญาและหลักฐานการชำระเงิน
- เอกสารบริษัท
- เอกสารที่ออกในต่างประเทศ
- คำแปล หากมี
- ข้อมูลบุคคลสำหรับติดต่อกรณีฉุกเฉิน
เอกสารต่างประเทศบางประเภทอาจต้องผ่านกระบวนการรับรองและจัดทำคำแปลก่อนใช้ต่อหน่วยงานหรือศาลไทย จึงควรตรวจข้อกำหนดของเอกสารแต่ละฉบับก่อนดำเนินการ
กระบวนการทำงานของทนายความบริษัท เอสแอลเอส (2017) จำกัด
ขั้นตอนที่ 1 รับข้อมูลและคัดกรองความเร่งด่วน
ทีมงานรับข้อมูลเกี่ยวกับประเภทคดี สถานะของผู้ติดต่อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วันนัด และความเสี่ยงเร่งด่วน
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบความขัดกันแห่งผลประโยชน์
ก่อนรับเอกสารเชิงลึกหรือรับว่าจ้าง ควรตรวจสอบว่าบริษัทเคยให้บริการแก่คู่กรณีหรือมีข้อขัดกันที่อาจกระทบการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
ขั้นตอนที่ 3 นัดปรึกษาและตรวจเอกสาร
ทนายรับฟังข้อเท็จจริง ตรวจเอกสารหลัก จัดลำดับเหตุการณ์ และสอบถามข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน
ขั้นตอนที่ 4 วิเคราะห์สิทธิ หน้าที่ และความเสี่ยง
พิจารณาข้อกฎหมาย เขตอำนาจ อายุความ ภาระการพิสูจน์ พยานหลักฐาน จุดแข็ง จุดอ่อน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
ขั้นตอนที่ 5 เสนอทางเลือก
ลูกความควรทราบทางเลือกที่เป็นไปได้ เช่น เจรจา ส่งหนังสือ ร้องทุกข์ ฟ้องคดี ต่อสู้คดี ไกล่เกลี่ย หรือดำเนินการหลายช่องทางควบคู่กัน พร้อมข้อดี ข้อเสีย และความเสี่ยง
ขั้นตอนที่ 6 กำหนดขอบเขตงานและค่าบริการ
สัญญาว่าจ้างควรระบุประเภทงาน ชั้นคดี งานที่รวม งานที่ไม่รวม วิธีชำระเงิน และค่าใช้จ่ายภายนอก
ขั้นตอนที่ 7 จัดทำแผนคดี
กำหนดประเด็นที่ต้องพิสูจน์ รายการหลักฐาน พยาน งานเร่งด่วน และผู้รับผิดชอบ
ขั้นตอนที่ 8 ดำเนินงานและรายงานความคืบหน้า
รายงานวันนัด เอกสารที่ยื่น เหตุการณ์สำคัญ และสิ่งที่ลูกความต้องดำเนินการต่อ
ระบบวิเคราะห์หลักฐานสำหรับคดีซับซ้อน
คดีที่มีเอกสารจำนวนมากไม่ควรจัดเก็บแบบกระจัดกระจาย ควรมีระบบอย่างน้อย 5 ส่วน ได้แก่
Timeline — ลำดับเหตุการณ์ตามวันและเวลา
Party Map — รายชื่อบุคคล บริษัท และความสัมพันธ์
Issue List — ประเด็นข้อพิพาทและองค์ประกอบที่ต้องพิสูจน์
Evidence Matrix — หลักฐานแต่ละชิ้นสนับสนุนหรือหักล้างประเด็นใด
Risk Register — ความเสี่ยง กำหนดเวลา และงานที่ต้องดำเนินการ
การจัดระบบดังกล่าวช่วยให้เห็นช่องว่างของหลักฐาน ลดความสับสน และทำให้สามารถเตรียมคำถามพยานหรือแนวทางเจรจาได้ตรงประเด็นมากขึ้น
เอกสารที่ควรเตรียมก่อนปรึกษาทนาย
- บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง
- หมายเรียก หมายจับ คำฟ้อง หรือคำสั่ง
- บันทึกประจำวันและเอกสารจากตำรวจ
- สัญญาและเอกสารแนบท้าย
- หนังสือบอกกล่าวหรือหนังสือทวงถาม
- หลักฐานการโอนเงิน
- รายการเดินบัญชี
- ข้อความ LINE หรือแอปสนทนา
- อีเมล
- ภาพถ่ายและวิดีโอ
- กล้องวงจรปิด
- เอกสารบริษัท
- รายงานประชุม
- เอกสารบัญชีและภาษี
- โฉนดหรือเอกสารสิทธิ
- เอกสารครอบครัวและมรดก
- รายชื่อพยาน
- ลำดับเหตุการณ์ที่จัดทำตามวันที่
ควรเก็บไฟล์ต้นฉบับและข้อมูลประกอบ เช่น วันที่สร้างไฟล์ ผู้ส่ง ผู้รับ และอุปกรณ์ต้นทาง ไม่ควรส่งเฉพาะภาพหน้าจอที่ถูกตัดจนไม่เห็นบริบททั้งหมด
ค่าทนายความคิดอย่างไร
- ค่าทนายขึ้นอยู่กับ
- ประเภทคดี
- ความซับซ้อน
- มูลค่าข้อพิพาท
- ปริมาณเอกสาร
- จำนวนคู่ความ
- จำนวนข้อกล่าวหา
- ชั้นคดี
- จำนวนวันนัด
- ความเร่งด่วน
- พื้นที่เดินทาง
- ภาษาที่ใช้
- จำนวนบุคลากรที่ต้องรับผิดชอบ
- งานผู้เชี่ยวชาญภายนอก
ก่อนจ้างควรถามว่า ค่าบริการครอบคลุมงานใด รวมค่าเดินทางหรือไม่ รวมค่าธรรมเนียมศาลหรือไม่ รวมอุทธรณ์หรือฎีกาหรือไม่ และกรณีมีคดีเกี่ยวเนื่องจะคิดอย่างไร
บริษัทไม่ควรกำหนดราคาโดยดูจากชื่อข้อหาเพียงอย่างเดียว เพราะคดีชื่อเดียวกันอาจมีเอกสาร ความซับซ้อน และจำนวนวันทำงานต่างกันอย่างมาก
วิธีเลือกบริษัททนายความก่อนตัดสินใจจ้าง
ผู้ว่าจ้างควรพิจารณาอย่างน้อย 10 เรื่อง
- ตรวจสอบตัวตนและใบอนุญาตทนาย
- ตรวจสอบนิติบุคคลและสถานที่ติดต่อ
- ดูว่ามีประสบการณ์ตรงกับประเภทคดีหรือไม่
- ขอทราบชื่อผู้รับผิดชอบสำนวน
- ประเมินคุณภาพการวิเคราะห์ ไม่ใช่เพียงคำโฆษณา
- ขอขอบเขตงานเป็นลายลักษณ์อักษร
- ขอหลักฐานการชำระเงิน
- สอบถามระบบรายงานความคืบหน้า
- ระวังผู้รับรองว่าจะชนะคดีแน่นอน
- หลีกเลี่ยงผู้ที่อ้างว่าสามารถวิ่งเต้นเจ้าหน้าที่หรือศาล
ทนายความที่มีความรับผิดชอบควรอธิบายทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของคดี ไม่ปกปิดความเสี่ยง และไม่สร้างความหวังเกินกว่าหลักฐานที่มีอยู่
เหตุใดควรติดต่อทนายตั้งแต่ก่อนฟ้องหรือก่อนให้การ
การเข้าพบทนายตั้งแต่ต้นช่วยให้สามารถ
- รักษาหลักฐานก่อนสูญหาย
- ตรวจอายุความ
- หลีกเลี่ยงถ้อยคำที่ขัดแย้งกัน
- เลือกศาลและคู่ความให้ถูกต้อง
- ประเมินทรัพย์สินก่อนฟ้อง
- เตรียมประกันตัว
- วางแผนการสื่อสาร
- ตรวจผลกระทบต่อบริษัท ภาษี หรือใบอนุญาต
- พิจารณาการเจรจาก่อนความเสียหายเพิ่ม
- ลดการดำเนินการซ้ำซ้อน
หลายคดีไม่ได้เสียเปรียบเพราะไม่มีกฎหมายช่วยเหลือ แต่เสียเปรียบเพราะหลักฐานสูญหาย หมดอายุความ ให้ถ้อยคำโดยไม่เตรียมตัว หรือเลือกวิธีดำเนินการไม่สัมพันธ์กับเป้าหมาย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับทนายความบริษัท เอสแอลเอส (2017) จำกัด
ถาม: บริษัทรับคดีประเภทใดบ้าง
ตอบ: รับพิจารณาคดีอาญา แพ่งและพาณิชย์ ธุรกิจ ภาษี ครอบครัว มรดก แรงงาน ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และข้อพิพาทที่เกี่ยวข้อง โดยต้องตรวจข้อเท็จจริง ความพร้อม และความขัดกันแห่งผลประโยชน์ก่อนรับงาน
ถาม: สามารถปรึกษาผ่านโทรศัพท์หรือ LINE ได้หรือไม่
ตอบ: สามารถติดต่อเพื่อแจ้งข้อมูลและนัดหมายได้ หากต้องวิเคราะห์คดีโดยละเอียดควรส่งเอกสารและนัดปรึกษาตามขอบเขตบริการ
ถาม: บริษัทรับว่าความทั่วประเทศหรือไม่
ตอบ: สามารถติดต่อให้บริษัทประเมินพื้นที่ ศาล หน่วยงาน วันนัด และความพร้อมของทีมเป็นรายกรณี
ถาม: ได้รับหมายเรียกแล้วควรส่งอะไรให้ทนาย
ตอบ: ควรส่งภาพหมายที่อ่านได้ครบทุกหน้า พร้อมแจ้งว่าได้รับเมื่อใด ท่านอยู่ในฐานะใด และมีวันนัดวันใด
ถาม: ไม่มีเอกสารครบสามารถปรึกษาได้หรือไม่
ตอบ: สามารถเริ่มจากข้อมูลที่มี แต่การให้ความเห็นที่ละเอียดและแม่นยำขึ้นจำเป็นต้องตรวจเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
ถาม: ทนายสามารถรับประกันว่าจะชนะคดีได้หรือไม่
ตอบ: ไม่สามารถรับประกันได้ ผลคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ข้อกฎหมาย กระบวนพิจารณา และดุลพินิจของหน่วยงานหรือศาล
ถาม: ปรึกษาแล้วต้องจ้างทันทีหรือไม่
ตอบ: ผู้รับบริการควรพิจารณาขอบเขตงาน แนวทาง และค่าบริการก่อนตัดสินใจว่าจ้าง
ถาม: ต้องนำเอกสารต้นฉบับไปให้หรือไม่
ตอบ: ในการคัดกรองเบื้องต้นอาจใช้สำเนาหรือไฟล์ที่ชัดเจนได้ แต่บางขั้นตอนอาจต้องตรวจต้นฉบับ ควรเก็บหลักฐานการส่งมอบทุกครั้ง
ถาม: บริษัทรับคดีของผู้เสียหายและจำเลยหรือไม่
ตอบ: รับพิจารณาได้ทั้งสองฝ่ายตามประเภทคดี แต่ต้องตรวจสอบความขัดกันแห่งผลประโยชน์ก่อนรับงาน
ถาม: หากคดีมีหลายข้อหาและหลายหน่วยงานควรทำอย่างไร
ตอบ: ควรจัดทำแผนรวมของทุกคดี ตรวจความเชื่อมโยงของข้อเท็จจริง พยาน และกำหนดเวลา เพื่อป้องกันการให้ข้อมูลหรือดำเนินการที่ขัดแย้งกัน
ถาม: คดีธุรกิจควรใช้ทนายคนเดียวกับคดีอาญาหรือไม่
ตอบ: ขึ้นอยู่กับความซับซ้อน บางคดีควรมีทีมที่เข้าใจทั้งอาญา แพ่ง บริษัท บัญชี และภาษี เพื่อให้แนวทางแต่ละส่วนสอดคล้องกัน
ถาม: ต้องเตรียมเงินค่าทนายเท่าใด
ตอบ: ต้องประเมินจากประเภทคดี ปริมาณงาน ชั้นคดี จำนวนวันนัด และความซับซ้อน จึงควรส่งข้อมูลเพื่อขอขอบเขตงานและค่าบริการเป็นรายคดี
ถาม: หากใกล้หมดอายุความควรทำอย่างไร
ตอบ: ควรแจ้งวันที่เกิดเหตุ วันที่ทราบตัวผู้กระทำ วันที่ผิดนัด และเอกสารที่เกี่ยวข้องแก่ทนายทันที เพราะการคำนวณอายุความแตกต่างตามสิทธิเรียกร้องและฐานความผิด
ติดต่อทนายความบริษัท เอสแอลเอส (2017) จำกัด
หากปัญหากฎหมายของท่านกำลังกระทบเสรีภาพ ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ครอบครัว หรือธุรกิจ อย่ารอจนใกล้หมดกำหนดเวลา หรือจนพยานหลักฐานสำคัญสูญหาย
การปรึกษาทนายตั้งแต่ต้นไม่ได้หมายความว่าต้องฟ้องคดีทันที แต่ช่วยให้ทราบว่า
- ท่านมีสิทธิและความเสี่ยงอะไร
- ต้องรักษาหลักฐานใด
- มีอายุความหรือวันนัดเมื่อใด
- ควรเจรจาหรือดำเนินคดี
- ต้องเตรียมงบประมาณและระยะเวลาอย่างไร
- มีประเด็นอาญา แพ่ง ธุรกิจ หรือภาษีเกี่ยวเนื่องกันหรือไม่
บริษัท เอสแอลเอส (2017) จำกัด
ทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย
โทรศัพท์: 099-096-4440
โทรศัพท์: 063-995-3361
โทรศัพท์: 02-103-1961
โทรศัพท์: 02-000-4270
LINE Official: @sls2017
เว็บไซต์: www.lawyerthailand.biz
เมื่อติดต่อ กรุณาแจ้ง
- ชื่อและเบอร์โทรกลับ
- ประเภทคดี
- สถานะของท่านในคดี
- สถานีตำรวจ หน่วยงาน หรือศาล
- วันนัดที่ใกล้ที่สุด
- เอกสารที่ได้รับ
- สิ่งที่ต้องการให้ทนายช่วยเหลือ
- คำชี้แจงทางกฎหมาย
- ความคิดเห็น
- Facebook Comments
ทำไมบางครั้งถูกขโมยของไปแล้วศาลไม่ตัดสินให้จำเลยมีความผิด ? ทนายอาญาเรามีคำตอบ 099-096-4440
มาตรา 334 วางหลักว่า ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวม อยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท
มาตรา 334 มีองค์ประกอบความผิดดังนี้
องค์ประกอบภายนอก
1.ผู้ใด คือ ผู้กระทำความผิด
2.เอาไป คือ การแย่งการครอบครองในลักษณะตัดรอนกรรมสิทธิ์ออกจากเจ้าของทรัพย์เดิม โดยการเข้าครอบครองพาทรัพย์นั้นเคลื่อนที่ออกไปจากที่ที่ทรัพย์เดิมเคยอยู่ แม้เพียงเคลื่อนที่เล็กน้อยก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว
3.ทรัพย์ของผู้อื่น กล่าวคือ ทรัพย์ของใครก็ได้ที่มิใช่ของผู้กระทำความผิดเอง มิฉะนั้นแม้เข้าใจว่าเป็นทรัพย์ของบุคคลอื่น แต่ความจริงเป็นทรัพย์ของผู้กระทำความผิดนั้นเองก็ไม่มีความผิดเกิด เพราะขาดองค์ประกอบภายนอกนี้
องค์ประกอบภายใน
โดยทุจริต คือ เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย หากผู้กระทำไม่มีเจตนาที่จะทุจริตที่จะเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนแล้ว แม้ครบองค์ประกอบภายนอกของมาตรา 334 ก็ไม่ทำให้ผู้กระทำมีความผิด ดังเช่น
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๑๕/๒๕๔๓ จำเลยทั้งสองจ้างให้ผู้เสียหายขับขี่รถจักรยานยนต์ไปส่ง ระหว่างทางมีการบังคับให้ผู้เสียหายเข้าไปในกระท่อม แต่ผู้เสียหายไม่ยอม จำเลยที่ ๒ เอามือรัดคอผู้เสียหายและดึงเอกุญแจรถให้กับจำเลยที่ ๑
ซึ่งนั่งคร่อมรถอยู่ เมื่อมีคนผ่านมาจำเลยทั้งสองก็เอาจักรยานยนต์ไป โดยบอกผู้เสียหายว่าให้ไปเอาคืนที่โรงเรียน แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองเพียงต้องการเอาจักรยานยนต์ไปใช้เพียงชั่วคราว โดยตั้งใจจะคืนให้ภายหลัง ไม่ได้กระทำเพื่อตัดกรรมสิทธิ์ อ ตลอดไป จึงไม่ใช่การกระทำที่ถือว่าเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยทั้งสองก็ไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ด้วย เอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยวิสาสะในความเป็นญาติ ไม่มีเจตนาทุจริต ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์
วิเคราะห์ฎีกา
ฎีกานี้จะเห็นได้ว่าครบองค์ประกอบภายนอก คือ ผู้ใด(จำเลยทั้งสอง) เอาไป(ครอบครองขับขี่รถจักรยานยนต์ไปที่โรงเรียน) ทรัพย์ผู้อื่น(รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย) ซึ่งครบองค์ประกอบภายนอกของมาตรา 334 แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองนี้ไม่มีเจตนาที่จะเอารถจักรยายนต์ของผู้เสียหายไป กล่าวคือ มีการบอกผู้เสียหายว่าให้ไป เอาคืนที่โรงเรียนแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองเพียงต้องการเอารถจักรยานยนต์ไปใช้เพียงชั่วคราวโดยตั้งใจจะคืนให้ภายหลัง ดังนี้แสดงว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาจึงมิได้เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะว่าถ้าครบองค์ประกอบภายนอกหากไม่มีเจตนาที่เป็นองค์ประกอบภายในแล้วก็จะไม่เป็นความผิดฐานนี้
-
การประกันตัวเมื่อถูกตำรวจจับ: รู้ทุกขั้นตอนเพื่อสิทธิ์ของคุณบริการ: ให้คำปรึกษา ยื่นประกันตัว และบริการค้ำประกันในทุกขั้นตอนติดต่อบริษัท เอสแอลเอส 2017 จำกัด• โทร: 099-096-4440การถ...
-
ขอทุเลาการบังคับจำคุก ทำอย่างไร? | ปรึกษาทนายความอาญา บริษัท เอสแอลเอส 2017 จำกัด โทร. 099-096-4440ทุเลาการบังคับจำคุก คือทางออกสำคัญเมื่อศาลมีคำพิพากษาจำคุก แต่ยังไม่พร้อมเข้าเรือ...
-
ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ทางเราได้วางองค์ประกอบทั้งภายในและภายนอกไว้ เพื่อให้ท่านเข้าใจฐานความผิดแต่ละฐานโดยง่ายว่าแต่ละฐานความผิดนั้นแตกต่างกันอย่างไร ลักทรัพย์ มาตรา 334 ยักยอกท...
-
คดีแพ่ง คืออะไร? คดีที่ฟ้องเพื่อเรียกเงินระหว่างกันเช่น คดีกู้ยืมเงิน คดีผิดสัญญา คดีเช่าทรัพย์ คดีตั๋วเงิน คดีจำนอง คดีซื้อขาย คดีมรดก เป็นต้นเป็นคดีที่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของบุ...
-
ทนายสู้คดีอาญา – บริษัท เอสแอลเอส 2017 จำกัด | ทนายคดีอาญามืออาชีพ โทร 099-096-4440ทนายสู้คดีอาญา – ปกป้องสิทธิ์ของคุณในทุกกระบวนการทางกฎหมายบริษัท เอสแอลเอส 2017 จำกัด ให้บริการด้...
-
ทนายว่าความคดีฉ้อโกง – บริษัท เอสแอลเอส 2017 จำกัด | โทร 099-096-4440 ผู้เชี่ยวชาญด้านคดีฉ้อโกง | ปกป้องสิทธิ์ของคุณในทุกกระบวนการทางกฎหมาย บริษัท เอสแอลเอส 2017 จำกัด ให้บริกา...
-
• การลักทรัพย์ การลักทรัพย์ คือ การเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไป โดยต้องการจะครอบครองทรัพย์นั้นไว้ เพื่อตนเองเอาไปขายหรือให้กับบุคคลอื่นก็ตามแต่ ผู้ที่ก...
-
ทนายคดีคริปโตเคอเรนซี่ – ปกป้องสิทธิ์ของคุณด้วยทีมทนายผู้เชี่ยวชาญ | บริษัท เอสแอลเอส 2017 จำกัดทนายคดีคริปโตเคอเรนซี่ มืออาชีพ | โทร 099-096-4440บริษัท เอสแอลเอส 2017 จำกัด ให้บริ...
-
ทนายความสู้คดีหมิ่นประมาททางเฟซบุ๊ก | บริษัท เอสแอลเอส 2017 จำกัด โทร 099-096-4440ถูกหมิ่นประมาททางเฟซบุ๊ก? หรือถูกแจ้งข้อหาหมิ่นประมาท? เราช่วยคุณได้!ในยุคดิจิทัล โซเชียลมีเดีย กล...
คดีอาญา กับ คดีแพ่ง ต่างกันอย่างไร ? ทีมที่ปรึกษากฎหมาย เอสแอลเอส 2017 มาเล่าให้ฟังครับ 099-096-4440
กฎหมายอาญา คือ ความผิดที่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องโทษ หากการกระทำใดไม่มีกฎหมายกำหนดให้การกระทำนั้นเป็นความผิดผู้นั้นก็ไม่ต้องรับผิดทางอาญา
เพราะหัวใจของกฎหมายอาญา คือ “บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้น
บัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น" ตามมาตรา 2 ของประมวลกฎหมายอาญาที่บัญญัติไว้"
ความผิดทางอาญามี 5 ฐาน ตามมาตรา 18 คือ 1.ประหารชีวิต 2.จำคุก 3.กักขัง 4.ปรับ 5.ริบทรัพย์สิน
กฎหมายแพ่ง มีชื่อเรียกเต็มๆว่า “ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์” เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับเอกชนกับเอกชนว่ากันด้วยเรื่อง สิทธิ หน้าที่ และความสัมพันธ์ระหว่างกัน
กฎหมายนี้จะเป็นการควบคุมผู้กระทำผิดโดยมุ่งหมายที่ตัวทรัพย์สิน บทลงโทษจะเป็นการเรียกปรับ หรือสั่งให้ชดเชยค่าเสียหาย หรือค่าสินไหมทดแทน
คดีแพ่งนี้ไม่จำต้องเกิดข้อพิพาทระหว่างกันก็ได้ เราสามารถใช้สิทธิทางศาลโดยทำเป็นคำร้อง เช่น การขอตั้งผู้จัดการมรดก ขอให้ศาลสั่งเป็นบุคคลไร้ความสามารถ
ขอให้แสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ครอบครองปรปักษ์(ต้องไม่มีเจ้าของที่ดินโต้แย้งมา มิฉะนั้นจะกลายเป็นคดีมีข้อพิพาท) และหากกรณีมีการโต้แย้งสิทธิระหว่างกัน
ก็จะทำเป็นคำฟ้อง เช่น ฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญา เรียกคืนทรัพย์ที่พิพาท ละเมิด เป็นต้น
กฎหมายแพ่งจะต่างกับกฎหมายอาญาตรงที่
หากการกระทำใดไม่มีบทกฎหมายมาปรับใช้แก่คดี ศาลจะอ้างว่าไม่มีกฎหมายไม่มีโทษแบบคดีอาญาไม่ได้ ศาลต้องดูกฎหมายแพ่งเป็นหลัก ไม่มีใช้ “จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น”
ไม่มีอีกใช้ “ บทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง” และหากไม่มีอีกอย่างสุดท้ายต้องวินิจฉัยตาม “หลักกฎหมายทั่วไป”ดังที่บัญญัติไว้ ป.พ.พ.มาตรา 4
สรุป กฎหมายอาญา เน้นลงโทษผู้กระทำผิดเป็นสำคัญ กฎหมายแพ่ง เน้นเยียวยาความเสียหาย
ในคดีแพ่ง กับ คดีอาญา หากคดีขาดอายุความแล้วลืมต่อสู้ผลเป็นอย่างไร ทนายอาญา และทนายคดีแพ่งของเรามีคำตอบ 099-096-4440
คดีแพ่ง
คดีแพ่งขาดอายุความแล้วหากไม่มีการโต้แย้งไว้ในคำให้การ จะทำให้ไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดี เพราะการที่ศาลจะตั้งประเด็นข้อพิพาทได้ศาลต้องพิจารณาตามที่ปรากฏตามเนื้อหาในคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142
เมื่อไม่เกิดประเด็นในเรื่องอายุความแล้ว ศาลก็ไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยไปถึงเรื่องนี้ เนื่องจากคำพิพากษาของศาลจะวินิจฉัยเกินหรือนอกคำฟ้องหาได้ไม่ อีกทั้งการขาดอายุความในคดีแพ่ง ศาลไม่มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้เหมือนดังคดีอาญา จึงไม่เข้า ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฯ
คดีอาญา
คดีอาญาขาดอายุความแล้ว ทำให้สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(6) ดังนั้นไม่ว่าจะได้ให้การต่อสู้ไว้หรือไม่ เมื่อศาลเห็นเองศาลสามารถหยิบยกประเด็นเรื่องขาดอายุความมาพิจารณายกฟ้องได้
เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยฯ ตาม ป.วิ.อ. ม.15 ประกอบ ป.วิ.อ. ม.142(5)และตาม ป.วิ.อ. ม.185 ก็ได้กล่าวไว้ว่า ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยคดีขาดอายุความแล้ว ศาลมีอำนาจยกฟ้องได้ ไม่ว่าคดีจะอยู่ชั้นใดก็ตาม ศาลหยิบประเด็นเรื่องนี้เองได้โดยไม่จำต้องมีผู้ใดได้โต้แย้งเรื่องนี้ไว้
ความผิดอันยอมความได้อายุความเท่าไหร่น้า? ทีมทนายความคดีอาญามีคำตอบ 099-096-4440
ความผิดอันยอมความได้ หากไม่มีการแจ้งความร้องทุกข์ หรือมีการฟ้องร้องต่อศาลเอง ตำรวจหรืออัยการไม่มีอำนาจทำคดีนะคะ
อายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 กรณีความผิดอันยอมความได้ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่รู้เรื่อง รู้ตัว (ต้อง 2 รู้นะ
) หากไม่ทำภายใน 3 เดือนนี้ คดีขาดอายุความ
เมื่อคดีขาดอายุความแล้ว สิทธิการฟ้องคดีต่อศาลเป็นอันระงับ ตาม มาตรา 39 (6) ตาม ป.วิ.อ
คดีฉ้อโกงทำอะไรบ้างถึงมีความผิด หากทำไม่ครบเงื่อนไขก็พ้นผิดได้ทันที ทีมทนายอาญาเอสแอลเอส มาอธิบายให้ฟังครับ สอบถามเพิ่มเติม 099-096-4440
ฉ้อโกง คือ การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงนั้นก็คือการหลอกลวงคนอื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดความจริงที่ควรบอก ซึ่งเป็นการกระทำโดยทุจริต และการหลอกลวงทำให้ได้ทรัพย์สินไปจากผู้ถูกหลอกลวงหรือคนอื่นๆ
หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือคนอื่นต้องทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิการหลอกลวงนี้หากทำไปไม่ถึงขั้นสำเร็จได้ไปซึ่งทรัพย์สิน หรือ ยังมิได้มีการถอน หรือ ทำลายเอกสารสิทธิก็เป็นเพียงขั้นพยายามเท่านั้น จะเป็นความผิดฐานพยายามฉ้อโกง
ฉ้อโกงมีความแตกต่างกับลักทรัพย์
ตรงที่มีการ "หลอกลวง" ให้ได้ไปซึ่งทรัพย์ หรือ ถอน หรือ ทำลายซึ่งเอกสารสิทธิ ซึ่งการลักทรัพย์นี้ไม่ต้องกมีการหลอกลวงโดยแสดงข้อความใด ๆ เพียงแต่เอาทรัพย์นั้นที่เป็นของผู้อื่นไปเป็นของตนเพียงเท่านั้น
และการเอาทรัพย์ไปของลักทรัพย์ต้องเป็นทรัพย์สิน ไม่เหมือนฉ้อโกงตรงที่จะเป็นทรัพย์สิน หรือ ประโยชน์ในทางทรัพย์สินก็ได้
องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง
องค์ประกอบภายนอก
1. หลอกลวงด้วย
- แสดงข้อความอันเป็นเท็จ คือ การแสดงข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยกฎหมายมิได้จำกัดวิธีการไว้ว่าต้องแสดงโดยวิธีใด อาจจะกระทำโดยทางวาจา โดยกิริยาอาการท่าทาง โดยลายลักษณ์อักษร
- ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งซึ่งเป็นการกระทำซ่อนเร้นข้อเท็จจริงมิให้คู่กรณีรู้ กล่าวคือ มีข้อความจริงอยู่และผู้กระทำก็ไม่ได้แสดงข้อความนั้นแต่อย่างใด เพียงแต่ผู้กระทำปกปิดข้อความจริงบางอย่างมิให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ความจริง
ซึ่งเป็นผลให้อีกฝ่ายหนึ่งสำคัญผิดได้ และที่สำคัญต้องเป็นข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง ถ้าไม่มีหน้าที่ที่ต้องบอกก็ไม่ผิดหากไม่แจ้ง
2.ผู้อื่น
3.โดยการหลอกลวงดังว่านั้น
- ได้ทรัพย์สินไปจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม
คำว่า ทรัพย์สินนั้น อาจได้ไปทั้งทรัพย์ที่มีรูปร่าง หรือ ทรัพย์ไม่มีรูปร่างก็ได้ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงประโยชน์ในลักษณะอันเป็นทรัพย์สิน
- ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ
คำว่า เอกสารสิทธิ หมายถึง เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ
องค์ประกอบภายใน
1.เจตนาธรรมดาคือ
ผู้กระทำต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิด และผู้กระทำย่อมเล็งเห็นผลหรือประสงค์ต่อผล
2.เจตนาพิเศษ คือ ทุจริต
การทุจริต กล่าวคือ การแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองและผู้อื่น เป็นประโยชน์ในทางใดก็ได้ มิจำเป็นต้องประโยชน์ทางทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว











